Jitta Wealth Journal - หุ้น Facebook ร่วง หุ้นเทคไปยังไงต่อ?

8 กุมภาพันธ์ 2565Jitta Wealth Journal

รู้จัก 3 ค่าย EV จีน ยอดขายโตมากกว่าเท่าตัว

Jitta Wealth Journal ปี 2 ฉบับที่ 63 ประจำวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2565 ทีมงานได้รวบรวมข่าวสารและสถานการณ์ลงทุนทั่วโลกมาให้คุณแล้ว ดังนี้

  • ราคาหุ้น Facebook ร่วงมากกว่า -21% ผู้ใช้งานรายวันลดลง
  • Berkshire Hathaway มาร์เก็ตแคปแซง Meta Platforms ในรอบ 2 ปี
  • Alphabet งบการเงินไตรมาส 4 โตเหนือความคาดหมาย
  • วางเป้า GDP เวียดนามปี 2565 โต +6.7%
  • 3 บริษัทรถยนต์ไฟฟ้าจีน ยอดขายโตเท่าตัว
  • Nio ออกประกันภัย ดูข้อมูลการใช้ EV จาก AI ในรถ
  • สหรัฐฯ ขัดขวางการพัฒนาพลังงานสะอาดโลก
  • ​​อินเดียทุ่มงบกระตุ้นเศรษฐกิจ 529,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

ไปติดตามกันได้เลย


ตลาดหุ้นสหรัฐอเมริกา 

ราคาหุ้น Facebook ร่วงมากกว่า -21% ผู้ใช้งานรายวันลดลง

Facebook หรือที่เปลี่ยนชื่อเป็น Meta Platforms เผยผลประกอบการรายได้ไตรมาสสุดท้ายปี 2564 โดยรายได้สุทธิลดลงจากปีก่อน -8% ส่งผลให้ราคาหุ้น Meta Platforms ร่วงลงมากกว่า -21% ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา

เรียกได้ว่าเป็นปีที่ค่อนข้างท้าทายสำหรับ Meta Platforms เพราะต้องเผชิญกับปัญหาต่างๆ มากมายในปี 2564 ที่ผ่านมา ทั้งเหตุการณ์ Facebook ล่มในวันที่ 4 ตุลาคม 2564 เป็นระยะเวลานานกว่า 6 ชั่วโมง รวมไปถึงโพรเจกต์เหรียญ Diem ที่ส่อแววล่มก็ส่งผลให้ราคาหุ้นตกลงเช่นเดียวกัน

สาเหตุที่ทำให้ผู้ถือหุ้น Meta Platforms เทขายออกไปในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาเนื่องจากตัวเลขผู้ใช้งานเฉลี่ยต่อวัน (Average Daily User) น้อยลงเมื่อเทียบกับปี 2563 ซึ่งเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่ผู้ใช้งานเฉลี่ยต่อวันของ Facebook ลดลง

นอกจากนี้ Meta Platforms ยังมีรายได้จากโฆษณาน้อยกว่าที่คาดการณ์เอาไว้ ด้วยราคาหุ้นที่ตกลงมากกว่า -21% ส่งผลให้มาร์เก็ตแคปหายไปถึง 200,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ส่งผลให้บริษัทลงไปอยู่ในอันดับ 8 ของบริษัทที่มีมาร์เก็ตแคปมากที่สุดในโลก (รวม Saudi Aramco) จากที่เคยอยู่อันดับ 6

สำหรับแผน Jitta Ranking เทคโนโลยีสหรัฐฯ Meta Platforms เป็นหุ้นในอันดับต้นๆ หากพอร์ตของคุณมีหุ้นอยู่ เมื่อผลประกอบการย้อนหลัง 4 ไตรมาสมีทิศทางขาลงหรือพื้นฐานของหุ้นเปลี่ยนไป อันดับของ Meta Platforms จะตกลงไป และเมื่อถึงรอบการปรับพอร์ต ระบบของ Jitta Wealth จะซื้อหุ้นดี มีโอกาสเติบโตเข้ามาแทน 

สำหรับกองทุนส่วนบุคคล Thematic มีธีมที่ลงทุนใน Mata Platforms เช่น ตลาดหุ้นสหรัฐฯ และเทคโนโลยี จะขึ้นอยู่กับดัชนีอ้างอิงของ Passive ETF ถ้าดัชนีให้น้ำหนักลงทุนหุ้นใดหุ้นหนึ่งลดลง ETF จะลดลงส่วนการลงทุนลงมา เพราะมีการปรับพอร์ตทุกไตรมาสเหมือนกัน 

แต่หุ้น Meta Platforms เป็นเพียงแค่เศษเสี้ยวส่วนหนึ่งของดัชนี มูลค่าและรายได้ที่ลดลงไป ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อ Passive ETF ทั้งกอง

คุณอาจจะมองว่า ราคาหุ้น Meta Platforms ลดลงช่วงนี้เป็นโอกาสเข้าลงทุนได้ เพราะงบการเงินของบริษัทยังแสดงให้เห็นถึงความแข็งแกร่ง การเพิ่มทุนเพื่อถัวเฉลี่ยต้นทุน (DCA) สำหรับ Jitta Ranking หุ้นเทคโนโลยีสหรัฐฯ ยังทำได้

Berkshire Hathaway มาร์เก็ตแคปแซง Meta Platforms ในรอบ 2 ปี

หลังจากที่ราคาหุ้น Meta Platforms ร่วงลงมาอย่างหนัก กลับทำให้หุ้นเมกะแคปอื่นๆ ขึ้นมาเฉิดฉาย โดยมี Berkshire Hathaway ของ Warren Buffett มีมาร์เก็ตแคปแซงหน้าไปแล้ว 

เป็นครั้งแรกในรอบ 2 ปี ก่อนหน้านี้ Meta Platforms มีมาร์เก็ตแคปเหนือกว่า Berkshire Hathaway มาตลอด ก่อนที่จะเจอมรสุมหลายๆ อย่างในปี 2564 โดยเปรียบเทียบความเคลื่อนไหวของราคาหุ้น Berkshire Hathaway เพิ่มขึ้น +4% ในขณะที่ Meta Platforms ตกลงมากกว่า -30% ในปีเดียวกัน

ตอนนี้ Buffett ร่ำรวยกว่า Mark Zuckerberg ขึ้นเป็นอันดับที่ 7 บุคคลที่ร่ำรวยที่สุดในโลก Buffett เป็นที่รู้จักว่า เป็นนักลงทุนแบบเน้นมูลค่า โดยมีหลักการลงทุนระยะยาว และในปี 2564 หุ้นคุณค่า (Value Stock) ได้ทำผลตอบแทนได้มากกว่า หุ้นเติบโต (Growth Stock) ซึ่งส่วนใหญ่เป็นหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี

เมื่อ Berkshire Hathaway มีมาร์เก็ตแคปมากกว่า Meta Platforms ทำให้ธีมตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปรับสัดส่วนการลงทุนโดยอัตโนมัติ ตามดัชนีอ้างอิง Dow Jones U.S. Large-Cap Total Stock Market Index 

ข้อดีของการลงทุนใน Passive ETF ทำให้คุณไม่จำเป็นต้องปรับพอร์ตลงทุนด้วยตัวเอง ให้ผลตอบแทนจากการลงทุนไปตามดัชนีอ้างอิง หลักการนี้สะท้อนความเชื่อมั่นในประสิทธิภาพของตลาดหุ้น

Alphabet งบการเงินไตรมาส 4 โตเหนือความคาดหมาย

Alphabet บริษัทแม่ของ Google รายงานผลประกอบการไตรมาส 4 ดีกว่าที่คาด ส่งผลให้ราคาหุ้นพุ่งขึ้นกว่า +6.5% ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา 

บริษัทยังได้ประกาศแตกหุ้นเป็น 20 เท่ากับ 1 หุ้นเดิม ซึ่งจะมีผลในเดือนกรกฎาคม โดยผู้ถือหุ้นเดิมจะได้หุ้นเพิ่มอีก 19 หุ้น (รวมกับ 1 หุ้นที่มีเป็น 20 หุ้น) ตามสัดส่วนที่ถือครองอยู่ ซึ่งจะทำให้ราคาหุ้น Alphabet ลดลง 20 เท่า

รายได้ของ Alphabet ในไตรมาสที่ผ่านมา สูงถึง 75,130 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เทียบจากที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ 72,170 ล้าดอลลาร์สหรัฐ รวมไปถึงตัวเลขทางการเงินอื่นๆ ที่สามารถทำได้สูงกว่าที่คาดการณ์แทบทั้งหมด สะท้อนทิศทางของบริษัทเป็นไปอย่างดีเยี่ยม

จากรายงานการเติบโตของรายได้ +32% ในไตรมาสที่ 4 ทำให้ Alphabet พิสูจน์ตัวเองได้ว่า บริษัทสามารถทนต่อแรงกดดันจากการระบาดใหญ่และอัตราเงินเฟ้อ มีรายได้เข้ามาหลายช่องทาง ทั้งจากโฆษณาบน Google YouTube และอีกหลายๆ แพลตฟอร์ม 

Alphabet อยู่ในธีมตลาดหุ้นสหรัฐฯ ราคาหุ้นที่เพิ่มขึ้นส่งผลดีต่อดัชนี Dow Jones U.S. Large-Cap Total Stock Market Index เช่นเดียวกัน โดยนักวิเคราะห์คาดว่า บริษัทยังมีโอกาสเติบโตอีกมาก เพราะผู้คนทั่วโลกยังใช้งานแพลตฟอร์มของ Alphabet อยู่เสมอ

หุ้นเทคโนโลยีเริ่มฟื้น หลังกำไร Amazon เพิ่มขึ้น 

ดัชนี NASDAQ ฟื้นตัวขึ้นมายืนปิดตลาดในแดนบวก จากข้อมูลผลประกอบการของหลายๆ บริษัทเทคโนโลยีที่ยังแข็งแกร่ง รวมไปถึงเมกะแคปอย่าง Amazon นอกจากนี้ข้อมูลการจ้างงานของสหรัฐฯ ที่แข็งแกร่งเกินคาดในเดือนมกราคม ซึ่งสนับสนุนการคาดการณ์ที่ว่า ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) เร่งปรับขึ้นดอกเบี้ย 

ราคาหุ้น Amazon พุ่งขึ้นกว่า +13.5% หลังรายงานผลประกอบการที่แข็งแกร่งในไตรมาสที่ 4 ของปี 2564 ทำให้หุ้นกลุ่มสินค้าฟุ่มเฟือยพุ่งขึ้น +3.7% ด้วยเช่นกัน แต่มีมุมมองอีกด้านของนักวิเคราะห์ว่า ราคาหุ้นสินค้าฟุ่มเฟือยมีแนวโน้มจะปรับตัวลดลง และอาจต้องเผชิญกับความผันผวนอย่างหนัก 

Zacks บริษัทผู้วิจัยตลาดหุ้นและบริษัทจดทะเบียน เผยแพร่บทความเรื่องผลประกอบการของหุ้นเทคโนโลยีสหรัฐฯ ระบุว่า สัญญาณที่เห็นตอนนี้คือภาวะเงินเฟ้อ จะทำให้การเติบโตของรายได้ชะลอตัวลง และยังมีปัจจัยกดดันในเรื่องต้นทุนที่ส่งผลกระทบต่อราคาและรายได้ในที่สุด 


Live Jitta Wealth

สรุป Live: ปรับ Mindset ฝ่าวิกฤต พิชิตการลงทุน 

ในภาวะที่ตลาดหุ้นเกือบทั่วโลกผันผวน เอาแน่เอานอนไม่ได้ มูลค่าพอร์ตลงทุนลดลงเรื่อยๆ คุณไม่รู้ว่าจะจัดการกับอารมณ์ ปรับ Mindset เพื่อให้สอดคล้องกับการลงทุนระยะยาวอย่างไร เราหาคำตอบมาให้คุณแล้ว 

ดู Live ย้อนหลัง

อ่านต่อ 


3 เซียนหุ้น

3 เซียนหุ้น แนะวิธีการจัดพอร์ต ต้านทาน ‘เงินเฟ้อ’ พุ่งสูง 

‘เงินเฟ้อ’ คุณไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ และกดดันตลาดหุ้นให้ผันผวน แล้วคุณควรทำอย่างไรเมื่อตลาดหุ้นทั่วโลกเผชิญกับภาวะเงินเฟ้อ Warren Buffet Peter Lynch และ Ray Dalio แนะวิธีเลือกสินทรัพย์และจัดพอร์ตให้แข็งแกร่ง

อ่านต่อ 


เศรษฐกิจเวียดนาม 

วางเป้า GDP เวียดนามปี 2565 โต +6.7%

วิกฤตโรคระบาด Covid-19 กระทบเศรษฐกิจเวียดนามได้ส่งผลให้ GDP ปี 2564 เติบโตเพียง +2.58% ต่ำกว่าเป้าที่วางเอาไว้ที่ +6.5% อย่างไรก็ตาม เวียดนามเป็น 1 ในไม่กี่ประเทศที่มีอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจปี 2563 เติบโต +2.9%

ในปี 2565 รัฐบาลเวียดนามได้ประกาศยกเลิกนโยบาย No Covid และพยายามปรับรูปแบบให้ผู้คนอยู่ร่วมกับโรคระบาดให้ได้ เพื่อส่งเสริมเศรษฐกิจในเวลาเดียวกัน เวียดนามตั้งเป้าการเติบโตไว้ที่ +6-6.5% ในปี 2565 ซึ่งสอดคล้องกับธนาคาร Standard Chartered คาดการณ์ว่า เศรษฐกิจเวียดนามโต +6.7% 

นโยบายควบคุม Covid-19 เป็นปัจจัยสำคัญที่สนับสนุนการเติบโตเศรษฐกิจของเวียดนาม ด้วยนโยบายที่ยืดหยุ่นขึ้นทำให้ประชาชนสามารถดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ภาคการผลิตไม่ต้องหยุดชะงัก เพราะต้องพึ่งพาการส่งออกสู่ตลาดโลก 

นอกจากนี้รัฐบาลเวียดนามได้ออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยงบประมาณกว่า 15,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งครอบคลุมในหลายภาคส่วน ความท้าทายของเวียดนามในปี 2565 ยังคงเป็น Covid-19 ที่ยังเป็นปัจจัยฉุดรั้งการเติบโตให้ทำได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ

สิ่งที่เวียดนามต้องให้ความสำคัญอีกอย่าง คือ ภาวะเงินเฟ้อสูง งบประมาณขาดดุล และหนี้เสีย การเข้าร่วมเป็นสมาชิกในเขตการค้าเสรีอาจส่งผลกระทบต่อธุรกิจขนาดเล็กที่ไม่สามารถปรับตัวได้ การแข่งขันจะเพิ่มมากขึ้น และอาจทำให้เกิดปัญหาการว่างงานได้

โอกาสและศักยภาพการเติบโตของเศรษฐกิจเวียดนามยังคงมีอยู่ เพราะเป็นประเทศดาวรุ่งดึงดูดเม็ดเงินลงทุนต่างประเทศได้มหาศาล หากคุณมองเห็นถึงโอกาสการลงทุนในเวียดนาม จัดพอร์ตลงทุนในหุ้นรายตัวอย่าง Jitta Ranking เวียดนาม หรือเลือกลงทุนใน ETF กับ Thematic DIY ธีมตลาดหุ้นเวียดนาม เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจ


January Effect

ทำไมตลาดหุ้นปี 2565 ไม่เป็นขาขึ้นตาม ‘ทฤษฎี January Effect’

เปิดศักราชปี 2565 ตลาดหุ้นทั่วโลกผันผวน ทำให้เดือนมกราคมเป็นเดือนที่ยาวนาน คอยส่องมูลค่าพอร์ตลงทุน รอคอยให้เกิด January Effect แต่แล้วปลายเดือนก็ไม่เกิดขึ้น มาร่วมหาคำตอบว่า ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น 

อ่านต่อ 


พลังงานสะอาดจีน

3 บริษัทรถยนต์ไฟฟ้าจีน ยอดขายโตมากกว่าเท่าตัว

รถยนต์ไฟฟ้า (EV) ของจีนกำลังเป็นที่นิยมอย่างมาก โดย 3 ค่าย EV ยักษ์ใหญ่ของจีนประกอบไปด้วย Xpeng Nio และ Li Auto ประกาศยอดส่งมอบเดือนมกราคม 2565 เพิ่มขึ้น +115% +128% และ +33.6% ตามลำดับ 

แม้ว่ารัฐบาลจีนจะลดเงินสนับสนุนซื้อ EV มากกว่า 30% จากเดิม 18,000 หยวน เหลือ 12,600 หยวน มีผลตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2565 แต่ยอดส่งมอบรถยนต์ EV ยังโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง

พลังงานสะอาดจีนยังคงเป็นอุตสาหกรรมชั้นนำระดับโลก มีแนวโน้มการเติบโต ถึงแม้ว่าการลดเงินสนับสนุนอุตสาหกรรมพลังงานสะอาดในช่วงปี 2559-2561 จะส่งผลให้หุ้นในอุตสาหกรรมดิ่งลงหนัก ในปัจจุบันราคาหุ้นกลับมายืนเหนือจุดที่เคยดิ่งลงสุดได้แล้ว 

นอกจากนี้ยังรวมไปถึงอุตสาหกรรมแบตเตอรีจีนที่มีอัตราการเติบโต จากเทรนด์การใช้ EV ที่กำลังมาแรง สมาคมอุตสาหกรรมแบตเตอรีจีนประกาศยอดขายเพิ่มขึ้นกว่า +142.8% ตามความต้องการใช้ EV ที่มากขึ้น

ในปี 2565 มีบริษัทผู้ผลิตแบตเตอรี EV เตรียมเข้าตลาดหุ้นอีกมาก เพื่อระดมทุนขยายกำลังผลิตให้เพียงพอต่อความต้องการ EV โดยเป็นส่วนประกอบสำคัญที่ช่วยอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมของโลก และเป็นรถยนต์แห่งอนาคต

EV กลายเป็นเมกะเทรนด์ของโลก โดยเฉพาะจีนที่มีการใช้ EV มากที่สุด ปีที่ผ่านมายอดขาย EV สูงถึง 2.98 ล้านคัน ในระยะยาวยอดขายจะเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน ธีมพลังงานสะอาดจีนได้อานิสงส์เชิงบวกจากเทรนด์นี้ เป็นโอกาสลงทุนที่น่าสนใจ

Nio ออกประกันภัย ดูข้อมูลการใช้ EV จาก AI ในรถ 

Nio ผู้ผลิต EV จีน ตั้งบริษัทตัวแทนประกันภัยรถ ทุ่มทุนจดทะเบียน 50 ล้านหยวน พร้อมออกแบบประกันภัยให้ผู้ซื้อรถ EV โดยใช้ AI ประมวลผลพฤติกรรมการขับขี่เพื่อออกแบบกรมธรรม์ พร้อมลดเบื้ยประกันได้ 

โดยทาง Nio เห็นว่า EV มีระบบ AI สามารถใช้ข้อมูลเหล่านี้ในการวิเคราะห์และออกแบบกรมธรรม์ เป็นแนวคิดเดียวกับ Tesla ค่าย EV จากสหรัฐอเมริกา

อัตราการใช้ EV ในจีน เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยคาดว่าภายในปี 2568 ยอดขายของ EV ในจีนจะคิดเป็น 20% ของรถยนต์ทั้งหมด และมูลค่าของบริษัทประกันภัยรถยนต์จะแตะ 200,000 ล้านหยวน

สหรัฐฯ ขัดขวางการพัฒนาพลังงานสะอาดโลก 

กระทรวงพาณิชย์จีนระบุว่า การขยายภาษีศุลกากรสินค้าพลังงานแสงอาทิตย์ของสหรัฐฯ ขัดขวางการค้าระหว่างประเทศ การพัฒนาพลังงานสะอาด และความพยายามลดการปล่อยมลพิษ หลังจากประธานาธิบดีสหรัฐฯ ประกาศขยายเวลาเก็บภาษีนำเข้าอุปกรณ์พลังงานแสงอาทิตย์ 

จีนแสดงความหวังว่า สหรัฐฯ จะดำเนินการอย่างเป็นธรรม เพื่ออำนวยความสะดวกการค้าในสินค้าและบริการด้านพลังงานสะอาด และหวังว่าสหรัฐฯ จะให้การสนับสนุน เพื่อลดการปล่อยมลพิษ 

ด้วยแรงผลักดันนโยบายพลังงานสะอาดจากทั่วโลก ทำให้ความต้องการสินค้าและบริการที่เกี่ยวข้องเพิ่มมากขึ้น จีนจึงให้ความสำคัญมาก ส่งผลให้กำลังการผลิตไฟฟ้าของจีนจากพลังงานแสงอาทิตย์และลม สูงสุดเป็นประวัติการณ์ในปีที่ผ่านมา 


Jitta Wealth Journal

เปิดกลยุทธ์ Warren Buffett เลือกหุ้นพอร์ตโตในช่วงเงินเฟ้อสูง 

เข้าสู่ปีที่ 3 ของ Covid-19 และสายพันธุ์ใหม่โอไมครอนสะท้อนการระบาดระลอกใหม่ที่พร้อมจะเกิดขึ้นตลอดเวลา และสถานการณ์เงินเฟ้อทั่วโลก เป็นปัจจัยให้นักลงทุนเกิดความหวั่นไหว ไม่รู้ว่าจะรับมืออย่างไรกับสถานการณ์แบบนี้

อ่านต่อ 


เศรษฐกิจอินเดีย 

อินเดียทุ่มงบกระตุ้นเศรษฐกิจ 529,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

อินเดียประกาศงบประมาณรายจ่ายปีงบประมาณ 2565-2566 ที่ 529,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจจากผลกระทบ Covid-19 โดยรัฐบาลอินเดียประมาณการณ์ GDP ในปีงบประมาณเดียวกันจะอยู่ที่ +8-8.5% นักลงทุนตอบสนองข่าวเชิงบวก ส่งผลให้ดัชนี SENSEX ปรับตัวขึ้นทันที

งบประมาณจะถูกนำไปพัฒนาครอบคลุมหลายภาคส่วน ทั้งการเกษตร แรงงาน การเงิน และเทคโนโลยี โดยอินเดียมีแผนการอย่างชัดเจนในการกระจายงบประมาณ เพื่อให้ทุกภาคส่วนได้รับผลประโยชน์สูงสุด

นอกจากนี้ งบประมาณจะเข้าไปสนับสนุนอุตสาหกรรมพลังงานสะอาด เศรษฐกิจดิจิทัล และพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานให้มั่นคงและยั่งยืน 

ถึงแม้ว่า ประมาณการณ์เติบโตของเศรษฐกิจอินเดียจะลดลงจากปีงบประมาณ 2564-2565 ที่เติบโต +9.2% แต่ยังเป็นการเติบโตสูงที่สุดเมื่อเทียบกับประเทศมหาอำนาจอื่นๆ ตลาดหุ้นอินเดียจึงมีแนวโน้มเติบโตสูงมาก และยังดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากทั่วโลก


Jitta Wealth Journal

ลงทุนใน ‘หุ้น’ กับ ลงทุนใน ‘ความรู้’ อะไรควรมาก่อนกัน

คุณตราวุทธิ์ ได้ให้สัมภาษณ์กับรายการทันโลกกับ Trader KP ในหัวข้อน่าสนใจ ระหว่างหุ้นกับความรู้ คุณควรจะลงทุนอะไรมาก่อน ใครเพิ่งเริ่มลงทุน หรือมีคำถามนี้ สามารถรับชมรายการย้อนหลังได้

รับชม 


ธุรกิจคลาวด์

AWS โตก้าวกระโดด ดันรายได้ Amazon

Amazon ประกาศผลประกอบการไตรมาส 4 ปี 2564 โต +21.69% แตะระดับ 469,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แบ่งเป็น รายได้จากการขายในประเทศ (อีคอมเมิร์ซ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ และบริการ) 60% รายได้จากการขายต่างประเทศ 27% และรายได้จากธุรกิจคลาวด์ AWS (Amazon Web Services) 13% 

บริษัทมีกำไรในปี 2564 อยู่ที่ 33,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เมื่อเทียบกับ 21,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2563

ธุรกิจคลาวด์ของ Amazon โตอย่างก้าวกระโดดกว่า +37% ในปี 2564 ถึงแม้จะมีรายได้คิดเป็นสัดส่วนเพียง 13% แต่สัดส่วนกำไรจากการดำเนินงานคิดเป็น 74% สะท้อนว่า ธุรกิจคลาวด์มีอัตรากำไรค่อนข้างสูง 

ทางกลับกันรายได้จากการขายในประเทศและต่างประเทศมีอัตรากำไรต่ำกว่า โดยขาดทุนจากการดำเนินงานของการขายต่างประเทศที่ -924 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หากมองเป็นรายไตรมาส ธุรกิจคลาวด์มีอัตราการเติบโตกว่า 40% ในไตรมาสที่ 4 มีส่วนแบ่งการตลาดทั่วโลกกว่า 32% 

Amazon สร้างกระแสเงินสดจากการดำเนินงานได้ถึง 46,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ อย่างไรก็ตามกระแสเงินสดอิสระติดลบกว่า -9,600 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เนื่องจากในปี 2564 บริษัทลงทุนในสินทรัพย์ถาวรมากถึง 55,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งของธุรกิจในอนาคต

ธุรกิจคลาวด์กลายเป็นธุรกิจที่สร้างผลกำไรให้กับ Amazon มากที่สุด 3 ใน 4 ของกำไรจากการดำเนินงานเลยทีเดียว ในขณะที่ธุรกิจอีคอมเมิร์ซ และธุรกิจอื่นๆ ยังมีการเติบโต แต่อัตรากำไรขั้นต้นค่อนข้างต่ำ ดังนั้นธุรกิจคลาวด์จึงเป็นเครื่องยนต์หลักของบริษัท

Amazon มีสัดส่วนตลาดหุ้นสหรัฐฯ เทคโนโลยี อีคอมเมิร์ซ และหุ่นยนต์และ AI ของกองทุนส่วนบุคคล Thematic และเป็นหุ้นอันดับต้นๆ ของ Jitta Ranking เทคโนโลยีสหรัฐฯ


Jitta Wealth

หุ้น 5 กลุ่มดาวเด่น ช่วยพอร์ตเติบโตช่วงเงินเฟ้อและดอกเบี้ยสูง 

หุ้น Growth ราคาตกแรง ตลาดหุ้นทั่วโลกปรับฐานครั้งใหญ่ ตามมาด้วยเงินเฟ้อ และดอกเบี้ยขาขึ้น มาร่วมกันมองหาโอกาสในภาวะตลาดแบบนี้ หุ้นกลุ่มไหนน่าลงทุน พร้อมสร้างพอร์ตเติบโตไปด้วยกัน 

อ่านต่อ 


Jitta Wealth Journal

รีวิวพอร์ตลงทุน Thematic DIY หลังลงทุน 3 เดือน โดย หนีดอย 

เปิดพอร์ต Thematic DIY หลังลงทุนมาได้ 3 เดือน พร้อมเผยเหตุผลว่า ทำไมต้องเป็น 4 ธีมนี้ บริการสุขภาพ หุ่นยนต์และ AI ฟินเทค และพลังงานสะอาดจีน พร้อมอ่านมุมมองส่วนตัวของคุณหนีดอย 

อ่านต่อ 


นี่คือ 8 ข่าวสารที่สำคัญทั่วโลกใน Jitta Wealth Journal ที่ทีมงานรวบรวมมาให้คุณได้ติดตามไปพร้อมๆ กัน

เข้าสู่เดือนที่ 2 ของปี 2565 แล้ว และคุณเพิ่งผ่านภาวะตลาดหุ้นผันผวนไปได้เพียงเดือนเดียว คงไม่สามารถระบุชัดๆ ได้ว่า เดือนกุมภาพันธ์ ภาพรวมดัชนีตลาดหุ้นจะเป็นอย่างไร อาจจะลงต่อเนื่อง หรือเป็นขาขึ้นก็ได้

ความคาดหวังว่า ตลาดหุ้นขาลงเดือนธันวาคม น่าจะเกิดทฤษฎี January Effect ในเดือนแรกของปี ก็ไม่ได้เกิดทุกตลาดหุ้น ดังนั้นคาดการณ์ได้ แต่ผิดหรือถูกต้องดูกันที่สถานการณ์จริง

แล้วพบกันสัปดาห์หน้า


อ่าน Jitta Wealth Journal ย้อนหลัง 

Jitta Wealth Journal – 5 กลยุทธ์ รับมือตลาดหุ้นผันผวน 

Jitta Wealth Journal – ถ้าดัชนี S&P500 ดิ่งลง จะเกิดอะไรขึ้น?

บริษัท หลักทรัพย์จัดการกองทุนจิตตะ เวลธ์ จำกัด
1111/9-10 ถนนลาดพร้าว แขวงจันทรเกษม เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร 10900



สงวนลิขสิทธิ์ © 2022 บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนจิตตะ เวลธ์ จำกัด
เนื้อหาทั้งหมดบนเว็บไซต์นี้จัดทำขึ้นโดยบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนจิตตะ เวลธ์ จำกัด (“Jitta Wealth”) ผู้บริหารจัดการบัญชีกองทุนส่วนบุคคล Jitta Wealth ที่ได้รับใบอนุญาตบริหารจัดการกองทุนประเภท ค เลขที่ ลค-0105-01 และดำเนินการภายใต้การกำกับ ดูแลของ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) Jitta Wealth ให้บริการกองทุนส่วนบุคคลสำหรับผู้ลงทุนรายย่อย ที่ต้องการนำเงินมาลงทุนในตลาดทุน โดยใช้เทคโนโลยี AI วิเคราะห์หุ้นและกลยุทธ์การลงทุนที่จัดทำโดยบริษัทจิตตะ ดอท คอม จำกัด (“Jitta.com”) บริหารจัดการให้แบบอัตโนมัติ เพื่อผลตอบแทนระยะยาวที่สูงกว่าดัชนีตลาด การลงทุนมีความเสี่ยง ไม่ว่าจะเป็นการสูญเสียกำไรหรือเงินต้น กลยุทธ์การลงทุนของ Jitta Wealth ใช้ข้อมูลวิเคราะห์หุ้นของ Jitta.com ซึ่งคิดคำนวณจากข้อมูล ในอดีต อัตราผลตอบแทนที่ปรากฏบนเว็บไซต์นี้เป็นสมมุติฐานทางสถิติจากข้อมูลที่มี เพื่อใช้ประกอบการอธิบายรายละเอียดบริการเท่านั้น ไม่สามารถใช้รับประกันผลตอบแทนในอนาคตได้ สถานการณ์ในโลกที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะแง่บวกหรือแง่ลบ สามารถส่งผลกระทบ ต่อทั้งอุตสาหกรรมหรือกลุ่มธุรกิจ และอาจทำให้พอร์ตหุ้นที่มีการกระจายความเสี่ยงค่อนข้างมากแล้ว ประสบความผันผวนด้านราคาได้ Jitta Wealth ได้รับอนุญาตให้บริหารจัดการกองทุนเพื่อช่วยผู้ลงทุนบรรลุเป้าหมายด้านการเงินผ่านการ ลงทุนในสินทรัพย์ประเภท หุ้นโดยไม่มีเจตนาแนะนำความเหมาะสมของกลยุทธ์การลงทุนใดๆ แก่ผู้ลงทุน ผู้ลงทุนควรคำนึงถึงเป้าหมายการลงทุนส่วนตัว และค่าธรรมเนียมต่างๆ ของ Jitta Wealth ก่อนลงทุน
“Jitta Wealth” เป็นเครื่องหมายการค้าของบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนจิตตะ เวลธ์ จำกัด