Jitta Wealth Journal - ‘คริปโทเคอร์เรนซี’ จะโค่นบัลลังก์เงินดอลลาร์?

23 พฤศจิกายน 2564Jitta WealthJitta Wealth Journal

ลุ้นอีก 3 เดือน ใครจะเป็นประธาน Fed

Jitta Wealth Journal ฉบับที่ 52 ประจำวันที่ 23 พฤศจิกายน 2564 มีความเคลื่อนไหวในตลาดหุ้นทั่วโลกและข่าวสารต่างๆ มาอัปเดตให้คุณ ดังนี้ 

  • สหรัฐฯ ผ่านร่างลงทุนโครงสร้างพื้นฐานครั้งใหญ่
  • กังวลคริปโทเคอร์เรนซีสั่นคลอนเศรษฐกิจทั่วโลก
  • 2 ผู้ท้าชิงตำแหน่งประธาน Fed จะเป็นใคร
  • Nvidia คาด Metaverse ลดต้นทุนหลายพันล้าน
  • Google มุ่งพัฒนาระบบ Search Engine และ AI ให้ดียิ่งขึ้น
  • Apple หลุดแผนเปิดตัวรถยนต์ไร้คนขับในปี 2568
  • Morgan Stanley เตือนอินเดียเฝ้าระวังเงินเฟ้อที่สูงขึ้น
  • Alibaba รายได้พลาดเป้า ยอดขายชะลอตัว รัฐบาลคุมเข้ม
  • จีนสั่งปรับ Alibaba Baidu และ JD.com อีกครั้ง
  • ผู้ก่อตั้ง China Evergrande ขายทรัพย์สินส่วนตัว กอบกู้วิกฤต
  • นักลงทุนทั่วโลกจับตา เศรษฐกิจจีนเริ่มฟื้นตัว
  • สตาร์ตอัปอาเซียน มุ่งสู่ยูนิคอร์น

ไปติดตามกันได้เลย


Jitta Wealth

ส่งต่อความสุข…ชวนเพื่อน ‘ลงทุนกัน รับขวัญปีใหม่’

มอบโอกาสลงทุนให้คนที่คุณรัก รับรางวัลสำหรับทุกการแบ่งปัน ไม่ว่าจะเป็นเครดิตค่าธรรมเนียมสูงสุด 1,500 บาท และของขวัญคอลเล็กชันพิเศษจาก Jitta Wealth ได้แก่ เสื้อยืด Jitta สีดำรุ่นคลาสสิกและกระเป๋า ‘น้องเสือนอนกิน’

พร้อมสิทธิ์ลุ้นรับเงินลงทุนรวม 200,000 บาท เพียงแนะนำเพื่อนเปิดบัญชีและลงทุนกับ Jitta Wealth ตั้งแต่วันที่ 15 พฤศจิกายน ถึง 25 ธันวาคม 2564 นี้เท่านั้น

อ่านรายละเอียดกิจกรรม


Jitta Wealth

Investor Exclusive ประจำไตรมาสที่ 4 ปี 2564

กลับมาอีกครั้งกับ Webinar ที่จะทำให้เราได้ใกล้ชิดกันมากขึ้น คุณสอบถามคุณเผ่า ตราวุทธิ์ได้ทุกเรื่องเกี่ยวกับ Jitta Wealth ไม่ว่าจะเป็นสถานการณ์เศรษฐกิจ ธุรกิจ และการลงทุนทั่วโลก ปัจจัยบวกและลบในรอบที่ผ่านมา มีผลต่อพอร์ตลงทุนที่คุณมีกับ Jitta Wealth หรือไม่ 

วันอาทิตย์ที่ 28 พฤศจิกายน

เวลา 14:00 น.

กดลงทะเบียน Webinar


Jitta Wealth

รวบตึง 3 พอร์ตลงทุน Jitta Wealth เลือกแบบไหน…ที่ตรงใจ

สรุป 3 พอร์ตลงทุนจาก Jitta Wealth ที่คุณสามารถอ่านได้จบในบทความเดียว เพื่อช่วยให้คุณเข้าใจหลักการลงทุน รูปแบบสินทรัพย์ และระดับความเสี่ยง แล้วคุณจะรู้ว่า พอร์ตลงทุนแบบไหน…ที่ตรงใจ 

อ่านต่อ


สหรัฐอเมริกา

Biden ลงนามร่างกฎหมายโครงสร้างพื้นฐาน

Joe Biden ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ลงนามร่างกฎหมายพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานมูลค่ารวมมากกว่า 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ที่ผ่านการอนุมัติจากทั้ง 2 พรรค โดยจะเป็นแผนพัฒนาในระยะ 5 ปีหลังจากนี้

ในวงเงินนี้ 550,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จะลงไปพัฒนาระบบขนส่ง บรอดแบนด์ และสาธารณูปโภค อีก 110,000 ล้านดออลาร์สหรัฐ จะลงไปพัฒนาถนน สะพาน และโครงการหลักๆ ทั่วประเทศ 

ส่วนงบที่เหลือจะไปพัฒนารถไฟ Amtrak รวมไปถึงระบบขนส่งมวลชน ระบบการประปา และขยายโครงข่ายอินเทอร์เน็ตให้ไปทั่วประเทศ

นอกจากนี้รัฐบาลของ Biden เตรียมจะร่างกฎหมายลงทุนอีก 1.75 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐในด้านความปลอดภัยในสังคมและนโยบายด้านสภาวะอากาศ

อย่างไรก็ตามในการลงนามร่างกฎหมายล่าสุด มีเงื่อนไขให้กรมสรรพากรสหรัฐฯ (IRS) ต้องได้รับรายงานจากโบรกเกอร์ในตลาดซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลภายใน 15 วัน สำหรับยอดมากกว่า 10,000 ดอลลาร์สหรัฐขึ้นไป เพื่อระบุตัวตนและข้อมูลผู้ทำรายการ 

กังวลคริปโทเคอร์เรนซีสั่นคลอนเศรษฐกิจทั่วโลก

Hillary Clinton อดีตผู้ชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ตระหนักถึงอิทธิพลของคริปโทเคอร์เรนซี โดยมองว่า จะมีพลังสั่นคลอนระบบการเงินหลายๆ ประเทศ และจะเข้ามาแทนที่เงินดอลลาร์สหรัฐที่เป็นเงินสำรองหลักทั่วโลก 

รัฐบาลทุกประเทศควรจะตระหนักอิทธิพลของคริปโทเคอร์เรนซีให้มากขึ้น อาจทำให้หลายๆ ประเทศที่มีเงินสำรองเป็นดอลลาร์สหรัฐเกิดความสั่นคลอน และเกิดปัญหาเศรษฐกิจต่างๆ มากมาย

ในปี 2559 Clinton ได้ปฏิเสธแคมเปญบริจาคด้วย Bitcoin แต่สนับสนุนบทบาทของเทคโนโลยีบล็อกเชน และในช่วงปี 2561 Clinton บอกว่าไม่ได้ถือครอง Bitcoin และครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่มีมุมมองเชิงตระหนักต่ออิทธิพลของคริปโทเคอร์เรนซี

Lael Brainard ผู้ท้าชิงตำแหน่งประธาน Fed 

Joe Biden ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เรียกตัว Lael Brainard สมาชิกสภาผู้ว่าการของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) เข้าพูดคุยเป็นการส่วนตัวที่ทำเนียบขาว ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยยังไม่ใครทราบถึงประเด็นการเจรจาตลอด 90 นาที

แต่นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่า อาจจะเป็นการสัมภาษณ์เพื่อชิงตำแหน่งประธาน Fed เนื่องจากในช่วงเวลาใกล้กัน Biden ได้เรียก Jerome Powell ประธาน Fed คนปัจจุบันมาพูดคุยด้วยเช่นกัน ซึ่ง Powell จะครบกำหนดวาระการดำรงตำแหน่งในเดือนกุมภาพันธ์ ปี 2565

แนวคิดของ Brainard สอดคล้องกับทิศทางนโยบายของ Biden จึงคาดกันว่า จะมีโอกาสที่จะก้าวขึ้นมาเป็นประธาน Fed ในอนาคต ภายใต้การสนับสนุนจากกลุ่มหัวก้าวหน้าในพรรค Democrat 

แม้ว่าทั้ง Brainard และ Powell มีมุมมองต่อทิศทางนโยบายการเงินที่คล้ายๆ กัน แต่ Brainard มีจุดยืนที่แข็งกร้าวในการกำกับกลุ่มธนาคารใหญ่ และการดำเนินนโยบายการเงินสีเขียว 

ขณะที่ Powell ยังสามารถดำรงตำแหน่งต่ออีก 1 วาระ โดยจะได้รับการหนุนหลังจากพรรค Repiblican และพวก Democrat สายกลาง เพื่อให้การดำเนินนโยบายการเงินเป็นไปอย่างต่อเนื่อง

Biden ยังอยู่ระหว่างการตัดสินใจว่าจะเสนอชื่อใครขึ้นเป็นประธาน Fed คนต่อไป ซึ่งกำลังถูกจับตามองโดยนักลงทุนทั่วโลก

แต่ไม่ว่าใครจะได้ดำรงตำแหน่งประธาน Fed แน่นอนว่า การเปลี่ยนแปลงย่อมต้องส่งผลต่อความเคลื่อนไหวของตลาดหุ้นทั่วโลก รวมไปถึงทิศทางอัตราแลกเปลี่ยนในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง แต่ดัชนีและราคาหุ้นจะกลับสู่พื้นฐานที่แท้จริงตามเดิม 


Jitta Wealth

Covid-19 ไม่จบ ‘ธีม Travel Tech’ เอาไงต่อดี

หากคุณยังลงทุนใน ‘ธีม Travel Tech’ อยู่ และยังหวั่นใจกับวิกฤต Covid-19 เราจะอัปเดตงบการเงินล่าสุดของ Airbnb Uber Expedia TripAdvisor และอีก 3 บริษัทที่คาดว่า จะเติบโตได้ดีในอีก 2-3 ปีข้างหน้า

อ่านต่อ 


Metaverse

Nvidia คาด Metaverse ลดต้นทุนหลายพันล้านดอลลาร์สหรัฐ

Nvidia บอกว่า การจำลองการทำงานใน Metaverse จะสร้างประโยชน์ให้กับทุกองค์กรมหาศาล ซึ่งเป็นเหตุผลที่ทำให้หลายๆ บริษัทสนใจจะลงทุนและพัฒนาในเทคโนโลยีโลกเสมือนจริงนี้

Jensen Huang CEO จาก Nvidia มองว่า ธุรกิจต่างๆ สามารถใช้ Metaverse เพื่อลดความสิ้นเปลืองในทรัพยากร และเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานมากขึ้น ซึ่งเป็นการลงทุนเพื่อลดต้นทุนการปฏิบัติงานเป็นหลายร้อยหลายพันล้านดอลลาร์สหรัฐ

Nvidia กำลังมุ่งความสนใจไปที่เทคโนโลยี Metaverse เช่นเดียวกัน เพราะชิปของบริษัทจะเป็นที่ต้องการจากทั่วโลก คาดว่าบริษัทจะมีบทบาทสำคัญต่อว่าที่เมกะเทรนด์ใหม่นี้ด้วย

Nvidia ได้รายงานผลประกอบการไตรมาสที่ 3 ซึ่งดีกว่าที่คาดไว้ ทำให้ราคาหุ้นพุ่งขึ้น +29% ในเดือนพฤศจิกายน และ +66.6% ในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา และมีมาร์เก็ตแคปอยู่ที่ 824,600 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ถูกคำนวณในดัชนี S&P500

Nvidia อยู่ในธีมตลาดหุ้นสหรัฐฯ เกมและอีสปอร์ต และเทคโนโลยี หากคุณสนใจศักยภาพการเติบโตของบริษัทที่มีบทบาทต่ออุตสาหกรรมการ์ดจอและชิปนี้ สามารถจัดพอร์ตลงทุนผ่าน Thematic DIY ได้

Google มุ่งพัฒนาระบบ Search Engine และ AI ให้ดียิ่งขึ้น 

Google มั่นใจในแพลตฟอร์ม Search Engine และ AI ว่าจะเป็นกุญแจสำคัญเพื่อมุ่งสู่มาร์เก็ตแคป 3 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ แต่ยังไม่ได้ให้รายละเอียดอนาคตของเทคโนโลยีโลกเสมือนจริงอย่าง Metaverse

Sundar Pichai CEO จาก Google บอกว่า ภารกิจของ Google ไม่มีวันจบสิ้น จากข้อมูลที่เพิ่มขึ้นมาเรื่อยๆ ในแต่ละวันจำเป็นต้องถูกจัดการตลอดเวลา โดยอนาคตของบริษัทขึ้นอยู่กับจุดแข็งของ Google อย่าง Search Engine

เมื่อต้นเดือนพฤศจิกายน Alphabet มีมาร์เก็ตแคปทะลุ 2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐจากยอดขายและการเติบโตของกำไรในช่วงการระบาดของ Covid-19 และการพัฒนาระบบค้นหาให้เสถียรและสร้างความพึงพอใจให้กับผู้ใช้งานอยู่เสมอ จะทำให้มูลค่าบริษัทก้าวไปถึง 3 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐได้ในอนาคต

Alphabet ได้พัฒนาเทคโนโลยี AI มาโดยตลอด ซึ่งเป็นรากฐานของธุรกิจหลักอย่าง Google YouTube และ Google Play มั่นใจว่าจะช่วยให้ธุรกิจเหล่าเติบโตได้อีกในอนาคต 

ส่วนเทคโนโลยีโลกเสมือนจริงต่างๆ อย่าง Virtual Reality และ Augmented Reality ของ Google มีความพยายามพัฒนามาโดยตลอด ผ่านแพลตฟอร์ม Google Glass แต่ยังไม่ประสบความสำเร็จ 

ไม่มีใครคาดการณ์ได้ว่า มาร์เก็ตแคปของ Alphabet จะไปถึง 3 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐเมื่อใด แต่กว่าที่องค์กรเทคโนโลยีอย่าง Google มาถึงได้จนถึงวันนี้ เป็นบทพิสูจน์แล้วว่า จุดแข็งของบริษัทคืออะไร การมุ่งพัฒนาเพื่อตอบสนองการใช้งานของคนทั่วโลก เป็นทิศทางที่จะทำให้บริษัทยังแข็งแกร่งอยู่ได้


รถยนต์ไร้คนขับ

Apple หลุดแผนเปิดตัวรถยนต์ไร้คนขับในปี 2568

ด้วยเทคโนโลยีรถยนต์ไฟฟ้าที่ถูกพัฒนาและเริ่มแข่งขันรุนแรงขึ้น รถยนต์ไร้คนขับที่ Apple ซุ่มพัฒนาในช่วงหลายปีที่ผ่านมาและกำลังโฟกัสไปที่ระบบไร้คนขับเต็มรูปแบบ ดังนั้น Apple Car จะไม่มีพวงมาลัยและคันเร่ง

ระบบ Full Driving Automation เป็นโจทย์ที่ท้าทายให้ทุกบริษัทที่ผลิตรถยนต์ไฟฟ้า (EV) เนื่องจากเป็นเทคโนโลยีขั้นสูงสุด ต้องใช้เทคโนโลยีที่ซับซ้อนและจำเป็นต้องพัฒนาระบบอยู่เสมอ เพื่อให้เกิดความปลอดภัยสูงสุดแก่ผู้โดยสารที่อยู่ในรถ 

โดย Apple มีแผนจะเปิดตัวรถยนต์ระบบไร้คนขับเต็มรูปแบบภายในปี 2568 ซึ่งเร็วกว่าแผนเดิมถึง 2 ปี ด้วยกัน ส่งผลให้ราคาหุ้น Apple ปรับตัวสูงขึ้น 2.4% ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา 

Apple อยู่ในธีมตลาดหุ้นสหรัฐฯ และเทคโนโลยี เป็นบริษัทระดับเมกะแคป หากคุณเชื่อมั่นในศักยภาพเติบโตพร้อมมุ่งสู่มาร์เก็ตแคป 3 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐในอนาคต คุณสามารถจัดพอร์ตลงทุนใน Thematic DIY ได้


Jitta Wealth

สรุป Live: Fintech ไทย ไขเทรนด์ Fintech โลก 

จบกันไปแล้ว กับ Live ที่รวบรวม 3 CEO ผู้บุกเบิกสตาร์ตอัปฟินเทคสัญชาติไทย ส่องเทรนด์ฟินเทคเมกะเทรนด์โลก ธีมธุรกิจที่แจ้งเกิดสตาร์อัปรายใหม่ และผลักดันให้สถาบันการเงินดิสรัปตัวเอง 

ดูวิดีโอย้อนหลัง

อ่านสรุป Live 


Jitta Wealth

10 บริษัทชั้นนำจาก Thematic ETF ธีมฟินเทค 

Global X FinTech ETF (FINX) ถูกจัดให้เป็น 7 ETF ธีมฟินเทคที่น่าลงทุนที่สุด โดย U.S.News & World Report และเป็น 1 ใน ETF ธีมฟินเทคที่ทาง JItta Wealth เลือก เรามาทำความรู้จักไส้ในของ 10 บริษัทของ Thematic ETF นี้ให้มากขึ้น 

อ่านต่อ


อินเดีย

Morgan Stanley เตือนอินเดียเฝ้าระวังเงินเฟ้อที่สูงขึ้น

นักวิเคราะห์จาก Morgan Stanley คาดว่า เศรษฐกิจของอินเดียจะฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่งหลังวิกฤต Covid-19 จากการลงทุนใหม่ๆ ควบคู่ไปกับการปฏิรูปโครงสร้างพื้นฐาน มีแนวโน้มที่จะเข้าสู่วัฏจักรของการเติบโตอย่างมีศักยภาพ 

คาดว่า GDP ของอินเดียจะเติบโต 7.8% ในปี 2565-2566 และ 7.2% ในปีถัดไป ซึ่งเป็นตัวเลขที่สูงมาก และดึงดูดเม็ดเงินของนักลงทุนทั่วโลกที่สนใจในประเทศตลาดเกิดใหม่ 

อย่างไรก็ตาม อัตราเงินเฟ้อในปัจจุบัน ส่งผลให้ราคาสินค้าสูงขึ้น โดยรัฐบาลอินเดียมองว่า ปัญหาเงินเฟ้อจะไม่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและตลาดการลงทุนมากนัก โดยจะพยายามคงอัตราเงินเฟ้อไว้ที่ประมาณ 2-6% และกำหนดเป้าหมายระยะกลางที่ 4% 

อินเดียเป็นประเทศเกิดใหม่ที่น่าสนใจ หากคุณเชื่อมั่นใจศักยภาพเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวกลับมาอย่างรวดเร็ว และจำนวนประชากรที่เกือบ 1,400 ล้านคนที่ขับเคลื่อนประเทศ สามารถลงทุนผ่านธีมตลาดหุ้นอินเดียใน Thematic DIY ได้


Jitta Wealth

สรุป 7 สิ่งที่ควรรู้เกี่ยวกับ Thematic Optimize

คุณธัญ จากเพจ Than Money Trick ได้เปิดพอร์ตลงทุน Thematic Optimize กับ Jitta Wealth มาแล้ว โพสต์ล่าสุดคุณธัญได้สรุป 7 ข้อควรรู้เกี่ยวกับ Thematic Optimize เพื่อให้นักลงทุนเข้าใจมากขึ้น  

อ่านต่อ


จีน

Alibaba รายได้พลาดเป้า ยอดขายชะลอตัว รัฐบาลคุมเข้ม

Alibaba รายงานผลประกอบการไตรมาส 2 ของปีงบประมาณ 2564 พลาดเป้า จากเศรษฐกิจจีนที่ชะลอตัว และการควบคุมหุ้นเทคโนโลยีของรัฐบาล ส่งผลให้ราคาหุ้น Alibaba ในตลาดหุ้นสหรัฐฯ ร่วง 11% เมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน

รายได้ไตรมาสที่ 2 ช่วงกรกฎาคมถึงกันยายน 200,690 ล้านหยวน เพิ่มขึ้น 29% จากช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว กำไร 11,200 ล้านหยวน ลดลง 38% ซึ่งผลประกอบการที่ไม่เป็นไปตามที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ 

นอกจากนี้ ความคาดหวังต่อผลประกอบการของไตรมาสล่าสุดนั้นต่ำมาก นักวิเคราะห์มองว่า เป็นความท้าทายของผู้นำอีคอมเมิร์ซอย่าง Alibaba โดยบริษัทได้หั่นตัวเลขคาดการณ์รายได้ของทั้งปีงบประมาณ 2564 จากเติบโต 29.5% เหลือเพียง 20-23% 

จีนสั่งปรับ Alibaba Baidu และ JD.com ไม่ยอมรายงานดีลซื้อขายกิจการ 

หน่วยงานป้องกันการผูกขาดตลาดของจีนปรับหลายบริษัทในประเทศ รวมไปถึง Alibaba Baidu และ JD.com เป็นเงิน 78,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อราย กรณีไม่รายงานดีลการเข้าซื้อกิจการรวม 43 ดีลแก่หน่วยงาน ซึ่งขัดต่อกฎหมาย 

ในปี 2564 ทางการจีนเพิ่มความเข้มงวดในการกำกับดูแลบริษัทเทคโนโลยีมากขึ้น สำหรับดีลสำคัญที่ถูกสั่งปรับประกอบด้วย การร่วมทุนกันจัดตั้งบริษัทรถไฟฟ้า Baidu และ Geely และดีลการเข้าซื้อกิจการ AutoNavi และ Ele.me ของ Alibaba 

แต่หน่วยงานกำกับดูแล ระบุว่า ยังไม่เข้าข่ายการผูกขาดตลาด แต่สั่งปรับเพราะบริษัทไม่ยอมรายงานดีลให้ทางการรับทราบตามกฎ 

ผู้ก่อตั้ง China Evergrande ขายทรัพย์สินส่วนตัว กอบกู้วิกฤตองค์กร 

Global รายงานว่า ผู้ก่อตั้ง China Evergrande ตัดสินใจระดมเงินด้วยการขายทรัพย์สินส่วนตัว หุ้นที่ถือครองอยู่ เพื่อมาจ่ายดอกเบี้ยหุ้นกู้ให้กับนักลงทุน เพื่อประคับประคองกิจการของบริษัท 

นับตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคมที่ผ่านมาสามารถระดมเงินสดได้กว่า 1,100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ พร้อมจัดการโอนเงินทั้งหมดให้กับ China Evergrande โดยเป็นการจ่ายเงินเดือนพนักงาน จ่ายดอกเบี้ยพันธบัตรทั้งในและต่างประเทศ และผลักดันโครงการอสังหาริมทรัพย์ให้กลับมาส่งมอบได้ตามกำหนด 

นักลงทุนทั่วโลกจับตา เศรษฐกิจจีนเริ่มฟื้นตัว 

สำนักงานสถิติแห่งชาติของจีน รายงานว่า ยอดค้าปลีกเดือนตุลาคมปรับตัวขึ้น 4.9% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แตะที่ระดับ 4.05 ล้านล้านหยวนในช่วง 10 เดือนแรกของปีนี้ ส่วนยอดค้าปลีกออนไลน์ในเดือนเดียวกันปรับตัวขึ้น 17.4% สู่ระดับ 10.38 ล้านล้านหยวน 

ยอดค้าปลีกเดือนตุลาคมสะท้อนให้เห็นถึงการฟื้นตัวของภาคการบริโภคในจีน เป็นแรงกระตุ้นในประเทศที่แข็งแกร่ง และสนับสนุนการเติบการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ จากการขยายตัวด้านการจ้างงานและการเพิ่มขึ้นของรายได้ครัวเรือน 

ที่ผ่านมารัฐบาลจีนกังวลว่า มีแนวโน้มภาวะฟองสบู่ในตลาดอสังหาริมทรัพย์ ที่จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศ ทำให้ต้องออกมาตรการควบคุมภาวะร้อนแรงของภาคอสังหาริมทรัพย์ รวมทั้งสกัดการก่อหนี้สินของบริษัทขนาดใหญ่

เศรษฐกิจจีนมีหลายมิติ เพราะเป็นประเทศใหญ่ มีหลายอุตสาหกรรมคอยขับเคลื่อนเศรษฐกิจอยู่ และบางธุรกิจอาจจะไม่ได้รับผลกระทบจากการคุมเข้มของรัฐบาลเลยก็ได้

ตลาดหุ้นจีนปี 2564 เผชิญความผันผวนมานาน คงต้องรอจนกว่ากฎเกณฑ์กำกับดูแลธุรกิจที่เกี่ยวข้องจะมีความชัดเจนมากขึ้น รวมไปถึงบริษัทที่กำลังประสบปัญหา มีทางออกที่จะไม่สร้างปัญหาต่อห่วงโซ่อุปทาน ด้วยปัจจัยพื้นฐานอันแข็งแกร่งของจีน…ยังเป็นโอกาสลงทุนให้คุณเสมอ


สตาร์ตอัป

สตาร์ตอัปอาเซียน มุ่งสู่ยูนิคอร์น 

Credit Suisse รายงานข้อมูลสตาร์ตอัปอาเซียนเมื่อเดือนตุลาคมว่า ในปี 2564 มีสตาร์ตอัป 19 แห่งในอาเซียนที่มูลค่าทะยานขึ้นแตะ 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือเป็นยูนิคอร์น ด้วยแรงหนุนจากหลายๆ ปัจจัย เช่น ระดมทุนจากหุ้นนอกตลาดที่แข็งแกร่งและการเพิ่มขึ้นของชนชั้นกลาง 

ในบรรดายูนิคอร์น 35 บริษัทของอาเซียน เป็นสตาร์ตอัปสัญชาติสิงคโปร์ 15 บริษัท สัญชาติอินโดนีเซีย 11 บริษัท แต่ไม่ได้นับ Grab เนื่องจากกำลังจดทะเบียนเข้าตลาดหุ้น

ยูนิคอร์นในอาเซียน 26% เป็นฟินเทค อีก 20% เป็นอีคอมเมิร์ซ ตามด้วยโลจิสติกส์ (11%) อินเทอร์เน็ต (8%) และเทคโนโลยี (8%) ยูนิคอร์นส่วนใหญ่เป็นโมเดลธุรกิจนำโดยผู้บริโภค

จะเห็นได้ว่า สตาร์ตอัปที่มีศักยภาพเติบโต ส่วนใหญ่เริ่มต้นมาจากการพัฒนาแพลตฟอร์มเพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้ใช้งาน ทั้งฟินเทคและอีคอมเมิร์ซ ที่สำคัญ คือ ทั้ง 2 ธุรกิจนี้กำลังมีอิทธิพลกับผู้คนทั่วโลก


นี่คือ สรุปข่าวและสถานการณ์ทั่วโลก ที่ทีมงาน Jitta Wealth รวบรวมมาให้คุณได้ติดตามและอัปเดตไปพร้อมๆ กับเรา

หากคุณยังมีคำถามที่ต้องการมุมมองด้านเศรษฐกิจและการลงทุนจากคุณตราวุทธิ์ สามารถลงทะเบียนเข้าร่วม Webinar ในวันอาทิตย์ที่ 28 พฤศจิกายนนี้ได้นะ

Jitta Wealth มีกิจกรรมพิเศษรับปีใหม่ หากคุณมั่นใจในพอร์ตลงทุนระยะยาว สามารถชวนเพื่อนๆ ที่สนใจ มาร่วมวางแผนการเงินไปด้วยกันนะ 

แล้วพบกันสัปดาห์หน้า


อ่าน Jitta Wealth Journal ย้อนหลัง

Jitta Wealth Journal – เงินบาทแข็งค่าต่อ หนุนลงทุนต่างประเทศ

Jitta Wealth Journal – หุ้นเทคไหน เกาะกระแส Metaverse

บริษัท หลักทรัพย์จัดการกองทุนจิตตะ เวลธ์ จำกัด
1111/9-10 ถนนลาดพร้าว แขวงจันทรเกษม เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร 10900



สงวนลิขสิทธิ์ © 2021 บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนจิตตะ เวลธ์ จำกัด
เนื้อหาทั้งหมดบนเว็บไซต์นี้จัดทำขึ้นโดยบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนจิตตะ เวลธ์ จำกัด (“Jitta Wealth”) ผู้บริหารจัดการบัญชีกองทุนส่วนบุคคล Jitta Wealth ที่ได้รับใบอนุญาตบริหารจัดการกองทุนประเภท ค เลขที่ ลค-0105-01 และดำเนินการภายใต้การกำกับ ดูแลของ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) Jitta Wealth ให้บริการกองทุนส่วนบุคคลสำหรับผู้ลงทุนรายย่อย ที่ต้องการนำเงินมาลงทุนในตลาดทุน โดยใช้เทคโนโลยี AI วิเคราะห์หุ้นและกลยุทธ์การลงทุนที่จัดทำโดยบริษัทจิตตะ ดอท คอม จำกัด (“Jitta.com”) บริหารจัดการให้แบบอัตโนมัติ เพื่อผลตอบแทนระยะยาวที่สูงกว่าดัชนีตลาด การลงทุนมีความเสี่ยง ไม่ว่าจะเป็นการสูญเสียกำไรหรือเงินต้น กลยุทธ์การลงทุนของ Jitta Wealth ใช้ข้อมูลวิเคราะห์หุ้นของ Jitta.com ซึ่งคิดคำนวณจากข้อมูล ในอดีต อัตราผลตอบแทนที่ปรากฏบนเว็บไซต์นี้เป็นสมมุติฐานทางสถิติจากข้อมูลที่มี เพื่อใช้ประกอบการอธิบายรายละเอียดบริการเท่านั้น ไม่สามารถใช้รับประกันผลตอบแทนในอนาคตได้ สถานการณ์ในโลกที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะแง่บวกหรือแง่ลบ สามารถส่งผลกระทบ ต่อทั้งอุตสาหกรรมหรือกลุ่มธุรกิจ และอาจทำให้พอร์ตหุ้นที่มีการกระจายความเสี่ยงค่อนข้างมากแล้ว ประสบความผันผวนด้านราคาได้ Jitta Wealth ได้รับอนุญาตให้บริหารจัดการกองทุนเพื่อช่วยผู้ลงทุนบรรลุเป้าหมายด้านการเงินผ่านการ ลงทุนในสินทรัพย์ประเภท หุ้นโดยไม่มีเจตนาแนะนำความเหมาะสมของกลยุทธ์การลงทุนใดๆ แก่ผู้ลงทุน ผู้ลงทุนควรคำนึงถึงเป้าหมายการลงทุนส่วนตัว และค่าธรรมเนียมต่างๆ ของ Jitta Wealth ก่อนลงทุน
“Jitta Wealth” เป็นเครื่องหมายการค้าของบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนจิตตะ เวลธ์ จำกัด