Jitta Wealth Journal - หุ้นเทคไหน เกาะกระแส Metaverse

2 พฤศจิกายน 2564Jitta WealthJitta Wealth Journal

 วิกฤตชิป ดันมาร์เก็ตแคป Microsoft แซงหน้า Apple 

Jitta Wealth Journal ฉบับที่ 49 ประจำวันที่ 2 พฤศจิกายน 2564 มีประเด็นข่าวสารและสถานการณ์การลงทุนที่ทีมงานรวบรวมมาอัปเดต ดังนี้

  • หุ้นเทคกลุ่มไหน…เกาะกระแส Metaverse
  • วิกฤตชิป ดันมาร์เก็ตแคป Microsoft แซง Apple
  • จีนเผยแผนลดปล่อยคาร์บอนถึงระดับสูงสุดก่อนปี 2573 
  • อาเซียนเตรียมร่วมมือจีน พัฒนาธุรกิจพลังงานสะอาด 
  • ตลาดเวียดนามทำนิวไฮ คลายล็อกดาวน์ กระตุ้นเศรษฐกิจ 
  • AI และหุ่นยนต์ ผลักดันธุรกิจเฮลท์แคร์ 
  • ลักเซมเบิร์กประเทศแรกในยุโรป ปลดล็อกกัญชาถูกกฎหมาย
  • อุตสาหกรรมเกมชะงักงัน หวั่นรัฐบาลจีนยืดเวลาออกกฎบังคับ 
  • Amazon เข้าถือหุ้นสตาร์ตอัปรถยนต์ไฟฟ้า Rivian 

ไปติดตามกันได้เลย


Jitta Wealth

Thematic Optimize พร้อมให้ลงทุนแล้ววันนี้

ไม่รู้จะลงทุนกับธีมเมกะเทรนด์ไหนดี วางใจ AI ช่วยจัดการ 

#เลือกให้ถูก Thematic Optimize เลือกให้

ครั้งแรกในประเทศไทย AI ช่วยจัดพอร์ตด้วยเมกะเทรนด์น่าลงทุน
ทดสอบผลตอบแทนย้อนหลังสูงถึง 25%* ต่อปี

เปิดพอร์ต Thematic Optimize

*ผลตอบแทนทบต้นจากการทดสอบผลตอบแทนย้อนหลังตั้งแต่ 1 มกราคม 2561 – 31 สิงหาคม 2564


หุ้นเทคกลุ่มไหน…เกาะกระแส Metaverse

ตามที่ลั่นวาจาไว้ ปลายสัปดาห์ที่แล้ว Mark Zuckerberg ได้เปลี่ยนชื่อบริษัทจาก Facebook สู่ ‘Meta’ สะท้อนความทะเยอทะยานของเขาในการขยายธุรกิจจากผู้ให้บริการโซเชียลเน็ตเวิร์กเบอร์ 1 ของโลกไปสู่เทคโนโลยี Metaverse และมีเป้าหมายจะเชื่อมโยงผู้คนทั่วโลกเข้าสู่โลกเสมือนจริงของ Metaverse 

ทาง Meta จะทุ่มงบประมาณ 10,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2565 เพื่อพัฒนาเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้อง Metaverse ให้ออกมาสมบูรณ์แบบมากที่สุด วางทิศทางของบริษัท เป็นผู้พัฒนาเทคโนโลยีโลกเสมือนจริงที่จะเปลี่ยนแปลงโลกและวิถีชีวิตมนุษย์ 

แม้ว่า Metaverse ยังถูกมองว่า ต้องใช้เวลาในการพัฒนาอีกนานกว่าจะเข้าถึงการใช้งานของผู้คนทั่วโลกได้อย่างสมบูรณ์ แต่เมื่อเป็น Zuckerberg ผู้ที่มีแพสชันในเทคโนโลยี Metaverse อาจจะใช้เวลาเพียงแค่ไม่กี่ปี และสามารถเข้าถึงผู้คนทั่วโลกได้อย่างรวดเร็ว เหมือนกับที่พัฒนาโซเชียลเน็ตเวิร์ก Facebook 

ดังนั้นความหวังที่จะสร้าง Metaverse ให้ใช้งานได้จริง โดย CEO ของ Meta ไม่ไกลเกินเอื้อม จะว่าไป Metaverse อาจจะกลายเป็น Technology Breakthrough (เทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตมนุษย์) ในอนาคตอันใกล้

อย่างไรก็ตามการเปลี่ยนชื่อเป็น Meta ไม่ส่งผลต่อแอปพลิเคชันหลักอย่าง Facebook Instagram Messenger และ WhatsApp โครงสร้างบริษัทยังเหมือนเดิม แต่ชื่อย่อหุ้นจะถูกเปลี่ยนจาก FB มาเป็น MVRS ในวันที่ 1 ธันวาคมนี้ 

จากการเปลี่ยนชื่อบริษัทเป็น Meta ทำให้ราคาหุ้นของบริษัทสัญชาติแคนาดา Meta Materials ที่ไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกันเลย พุ่งขึ้นแบบก้าวกระโดดถึง 25% ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา

Meta Materials เป็นบริษัทด้านเทคโนโลยีชิ้นส่วนยานยนต์ได้รับส้มหล่นไปแบบบังเอิญ จนทำให้ CEO ของบริษัทต้องออกมาแสดงความขอบคุณ Facebook ที่เปลี่ยนชื่อเป็น Meta จนทำให้ราคาหุ้นของบริษัทพุ่งขึ้นมาขนาดนี้

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ราคาหุ้นของบริษัทที่มีชื่อคล้ายกันพุ่งทะยาน ในปี 2562 หุ้นบริษัทสื่อสารไร้สายขนาดเล็กของจีน Zoom Technologies พุ่งขึ้นมากกว่า 80% โดยที่ตัวบริษัทไม่ได้เกี่ยวข้องกับ Zoom Video Communications ที่กำลังเป็นกระแส เนื่องจากในช่วงเวลานั้นแพลตฟอร์มประชุมออนไลน์ Zoom กำลังจะเข้าสู่ตลาดหุ้น Nasdaq พอดี

แต่ราคาหุ้นที่พุ่งขึ้น เป็นเพียงกระแสระยะสั้นเท่านั้น สุดท้ายแล้วราคาหุ้นจะปรับฐานลงมาสู่พื้นฐานที่แท้จริงตามเดิม 

สำหรับว่าที่เมกะเทรนด์ใหม่ อย่าง Metaverse มีแนวโน้มเป็นธีมการลงทุนใหม่ในอนาคตข้างหน้า ที่จะส่งผลต่อบริษัทเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้อง เช่น บริษัทพัฒนาเกม บริษัทพัฒนาเครื่องมือที่เกี่ยวข้อง อย่าง 3 มิติ เกมคอนโซล บริษัทจัดอีสปอร์ต บริษัทโซเชียลเน็ตเวิร์ก บริษัทผลิตฮาร์ดแวร์ พัฒนาอุปกรณ์สำหรับโลกเสมือนต่างๆ รวมไปถึงอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องอย่างเซมิคอนดักเตอร์ด้วย

หากคุณเห็นโอกาสเติบโตในชื่อใหม่อย่าง Meta หรือเทคโนโลยี Metaverse คุณสามารถลงทุนใน ETF ผ่านธีมตลาดหุ้นสหรัฐฯ หรือธีมเทคโนโลยีจัดพอร์ตด้วยตัวเองผ่าน Thematic DIY รวมกับธีมเกมและอีสปอร์ต ต้นแบบของโลกเสมือนจริงก่อนจะมาเป็น Metaverse ในอนาคตอันใกล้

หากคุณรับความเสี่ยงได้สูงขึ้น ลงทุนหุ้นรายตัวผ่าน Jitta Ranking หุ้นเทคโนโลยีสหรัฐฯ จะช่วยให้คุณสามารถเข้าถึง Metaverse ได้ง่ายมากขึ้น โดยมี AI และอัลกอริทึมของ Jitta คัดสรรหุ้นเทคโนโลยีพื้นฐานดี มีโอกาสเติบโตตลอดเวลา เมื่อถึงเวลานั้น หุ้น Metaverse ที่พื้นฐานดี จะเข้ามาอยู่ในพอร์ตคุณเอง


วิธีลงทุน ‘คริปโทเคอร์เรนซี’ แบบไม่เสี่ยงมาก 

คริปโทเคอร์เรนซี สินทรัพย์ดิจิทัลยอดนิยม สำหรับการลงทุนยุคใหม่ ยิ่งมี Bitcoin ETF กลายเป็นจุดกระแสให้นักลงทุนหันมามองสินทรัพย์ดิจิทัลมากขึ้น แล้วคุณรู้หรือไม่ว่า คุณสามารถลงทุนใน ‘คริปโทเคอร์เรนซี’ ผ่านธีมฟินเทคได้อีกด้วย

อ่านต่อ 


ลงทุน ‘เมกะเทรนด์’ อย่างไรให้ได้อย่างโปร ‘Thematic Optimize’ จาก ‘Jitta Wealth’ มีคำตอบ 

พี่ทุย Money Buffalo ไฮไลต์เมกะเทรนด์ที่น่าสนใจจาก Thematic Optimize ที่อัลกอริทึมของ AI จะคัดสรรจากราคาหุ้นใน ETF โอกาสเติบโต และความผันผวน มาจัดพอร์ต 4 ธีม ลงทุนไปพร้อมกับเมกะเทรนด์ที่จะเติบโตในอีกทศวรรษข้างหน้า

อ่านต่อ 


วิกฤตชิป ดันมาร์เก็ตแคป Microsoft แซงหน้า Apple

หลังปัญหาขาดแคลนชิป และการแพร่ระบาด Covid-19 ส่งผลต่อห่วงโซ่การผลิตในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ ยอดขายของ Apple ตก ดันราคาหุ้น Microsoft ขึ้น เป็นบริษัทที่มีมาร์เก็ตแคปสูงที่สุดในโลกแทน 

อย่างไรก็ตาม Tim Cook CEO ของ Apple บอกว่า ปัญหาขาดแคลนชิป และการแพร่ระบาด Covid-19 โดยเฉพาะเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ส่งผลให้การผลิตสินค้าของ Apple หยุดชะงักในหลายพื้นที่ ยอดขายหายไปราว 6,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ คาดว่า ปัญหาอาจจะเลวร้ายลงในไตรมาสนี้ แต่ยังเชื่อมั่นว่า Apple จะสามารถทำรายได้สูงเป็นประวัติการณ์ในไตรมาสแรก ปีงบประมาณ 2565    

ปัจจุบัน Apple มีผลประกอบการเติบโตได้ดี ไม่ว่าจะเป็นยอดขาย iPhone iPad และ Mac พุ่งสูงขึ้นในช่วงการแพร่ระบาด โดยปีงบประมาณ 2564 เริ่มตุลาคม สิ้นสุดกันยายน รายได้รวมไตรมาสที่ 4 จบที่ 83,360 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 29% 

ในไตรมาสที่ผ่านมา ยอดขาย iPhone เติบโต 47% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่วนยอดขาย iPad เติบโต 21.4% ขณะที่ยอดขายบริการต่างๆ เช่น Apple Music และการโฆษณา การรับประกัน เติบโตขึ้น 26% ต่อปี ซึ่งสูงกว่าที่บริษัทคาดการณ์ไว้ ส่งผลให้มีอัตรากำไรขั้นต้นไตรมาสที่ 4 ปีงบประมาณ 2564 อยู่ที่ 42.2%

Apple ถือเป็นบริษัทรายแรกที่มีมาร์เก็ตแคปทะลุ 2 ล้านล้านดอลลาร์ แซงหน้า Saudi Aramco ยักษ์ใหญ่ธุรกิจน้ำมันจากตะวันออกกลาง ต่อมาเป็น Microsoft ที่มีมาร์เก็ตแคปทะลุ 2 ล้านล้านดอลลาร์ในเดือนมิถุนายน หลังเปิดตัวระบบปฏิบัติการ Windows 11 ที่มีการอัปเดตในรอบกว่า 5 ปี 

Microsoft สามารถทำรายได้ในช่วงไตรมาสแรก ปีงบประมาณ 2564 เริ่มกรกฎาคม สิ้นสุดมิถุนายน อยู่ที่ 45,300 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 22% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน เป็นอัตราเติบโตสูงสุดนับจากปี 2561 

ปัจจุบัน Microsoft มีมาร์เก็ตแคปอยู่ที่ 2.49 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ Apple มีมาร์เก็ตแคปอยู่ที่ 2.46 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ราคาหุ้น Microsoft ปรับเพิ่มขึ้นกว่า 48% นับตั้งแต่ต้นปี ขณะที่ Apple ปรับขึ้นเพียง 13% 

บริษัทเทคโนโลยีแข่งขันกันอยู่เสมอ แม้มาร์เก็ตแคป Microsoft จะแซงหน้า Apple ไป จากปัญหาชิปขาดแคลน แต่ Apple ก็พัฒนาชิปด้วยตัวเอง อย่างชิป M1Pro กับ M1Max ใน MacBook Pro ที่เปิดตัวไปล่าสุด โอกาสที่ราคาหุ้น Apple จะกลับมาพุ่งแรงแซงหน้า Microsoft ยังมีอยู่

อีกประเด็นที่บริษัทเทคโนโลยีมีทิศทางชัดเจนมากขึ้นตามกระแสโลก คือ การใช้พลังงานสะอาด Apple เป็นอีกบริษัทที่มุ่งมั่นในโครงการพลังงานสะอาด เตรียมดึงซัปพลายเออร์ในเอเชียกว่า 100 บริษัทร่วมใช้พลังงานทดแทน เพื่อให้สอดคล้องกับหลายๆ ประเทศเร่งไทม์ไลน์ ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เหลือ 0% 

Apple ตั้งเป้าลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เป็นศูนย์ ในปี 2573 เร็วกว่าเป้าหมายของสหประชาชาติถึง 20 ปี และกระตุ้นบรรดาพันธมิตรทางธุรกิจเปลี่ยนมาใช้พลังงานสะอาด ตั้งแต่ปี 2558 เป็นต้นมา

Apple มั่นใจว่า จะได้รับความร่วมมือจากซัปพลายเออร์เป็นอย่างดี เพราะถ้าปรับตัวสอดรับกับนโยบายพลังงานสะอาดช้าเกินไป อาจจะเสียรายได้กับคู่ค้ารายใหญ่อย่าง Apple เมื่อยักษ์ใหญ่ขยับตัว บริษัทเทคโนโลยีรายอื่นๆ ก็ต้องขยับตาม

นี่คือ ความเคลื่อนไหวในหุ้นเมกะแคปของโลก มูลค่ามาร์เก็ตแคปที่แซงหน้ากันไปมา เป็นเพียงผลที่เกิดขึ้นระยะสั้นๆ จากข่าวสารต่างๆ ในรอบเดือนตุลาคมที่ผ่านมา หลายๆ บริษัทเริ่มรายงานผลประกอบการรายไตรมาสแล้ว

จะเห็นได้ว่า ราคาหุ้นเพิ่มขึ้นหรือลดลงไม่ได้เป็นตัวชี้วัดมูลค่ากิจการเป็นอย่างเดียว สิ่งที่สำคัญกว่า คือ งบการเงิน ทิศทางการดำเนินธุรกิจ รวมไปถึงศักยภาพในการแข่งขัน ซึ่งทั้ง Microsoft และ Apple ยังครองใจผู้ใช้เทคโนโลยีทั่วโลก

หากคุณอยากลงทุนในหุ้นเมกะแคปเหล่านี้ สามารถลงทุนได้ผ่านกองทุนส่วนบุคคล Thematic DIY และ Thematic Optimize ในธีมตลาดหุ้นสหรัฐฯ และธีมเทคโนโลยี


Jitta Wealth

‘พลังงานสะอาด’ เมกะเทรนด์เปลี่ยนโลก

ธุรกิจพลังงานสะอาดกำลังแผ่ขยายอิทธิพลไปทั่วโลก จากการตระหนักถึงสภาวะโลกร้อน ทำให้ทุกประเทศออกมาเคลื่อนไหวและตั้งเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนระยะยาว ติดตามความเคลื่อนไหวจากทั่วโลกและโอกาสลงทุนใน ETF

อ่านต่อ 


โอกาสลงทุนในสินทรัพย์ทั่วโลกด้วย Global ETF 

เพจ ‘หมอยุ่งอยากมีเวลา’ จะพาคุณส่องแนวทาง ‘การจัดสรรสินทรัพย์’ และ ‘กระจายความเสี่ยง’ ทั่วโลก ผ่านกองทุนส่วนบุคคล Global ETF สูตรสำเร็จพอร์ตลงทุน ทนทานต่อวิกฤต พร้อมเติบโตระยะยาว ผ่านการปรับพอร์ตอย่างมีวินัย

 อ่านต่อ 


Jitta Wealth

รีวิวฟันด์วันละกอง 

เพจ Fun Manager มารีวิวจุดเด่นของกองทุนส่วนบุคคล Thematic DIY และ Thematic Optimize หากคุณไม่แน่ใจว่า จะเลือกแผนไหน ลองอ่านก่อนตัดสินใจ พร้อมทั้งลิสต์ธีมเมกะเทรนด์ที่น่าสนใจ 

อ่านต่อ 


สรุปสถานการณ์ทั่วโลก

📌 คณะรัฐมนตรีจีน เผยแผนปฏิบัติการลดปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ถึงระดับสูงสุดก่อนปี 2573 ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 14 และ 15 ให้สอดคล้องกับข้อตกลงปารีสอย่างสมบูรณ์

จีนยังคงมุ่งมั่นเป้าหมายลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ระดับสูงสุดและสร้างความเป็นกลางทางคาร์บอน รวมทั้งสนับสนุนธุรกิจด้านพลังงานสะอาด ไม่ว่าจะเป็นการใช้รถยนต์ไฟฟ้า และการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานลมและแสงอาทิตย์ 

พลังงานสะอาดเป็นเมกะเทรนด์ที่หลายๆ ประเทศทั่วโลกกำลังให้ความสนใจ รวมทั้งมีเป้าหมายระยะยาว จีนก็เป็นอีกประเทศที่มีโรดแมปชัดเจนมาโดยตลอด และได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลอย่างเต็มที่ 

📌 อาเซียนเตรียมร่วมมือกับจีน เพื่อพัฒนาอุตสาหกรรมพลังงานสะอาด และลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ โดยโครงการ BRI International Green Development Coalition จัดประชุมหารือเกี่ยวกับการใช้พลังงานสะอาดในอาเซียนเพิ่มขึ้น

แผนกพลังงานของ ESCAP ของสหประชาชาติ บอกว่าสมาชิกอาเซียนควรให้ความร่วมมือกับจีนในด้านพลังงานสะอาด เนื่องจากพื้นที่ในหลายๆ ประเทศภูมิภาคนี้อุดมไปด้วยทรัพยากรที่ส่งผลดีต่อการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานสะอาด 

จีนเป็นผู้นำในด้านพลังงานสะอาด จะช่วยพัฒนาอุตสาหกรรมในประเทศต่างๆ ของอาเซียนให้สามารถใช้พลังงานสะอาดได้อย่างมีประสิทธิภาพ และช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ เพื่ออนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน

หากการเจรจาประสบความสำเร็จ จะเป็นก้าวสำคัญสำหรับอุตสาหกรรมพลังงานสะอาดในอีกหลายประเทศ รวมถึงจีนในฐานะซัปพลายเออร์ ในอนาคตพลังงานสะอาด จะกลายมาเป็นพลังงานหลักที่ใช้กันทั่วโลก เพื่อลดสภาวะโลกร้อน

📌 ตลาดหุ้นเวียดนามทำนิวไฮใหม่เป็นประวัติการณ์ นักลงทุนหวังคลายมาตรการล็อกดาวน์ กระตุ้นเศรษฐกิจ โดยดัชนี VNI พุ่งขึ้น 2.26% ปิดที่ระดับ 1,423.02 จุด เมื่อวันที่ 27 ตุลาคม

ที่น่าสนใจกว่านั้น คือ ดัชนี VNI ของตลาดหุ้นโฮจิมินห์ยังยืนเหนือ 1,400 จุดได้ถึงวันที่ 1 พฤศจิกายน เมื่อเทียบกับนิวไฮเดิมเมื่อ 2 กรกฎาคม ที่ 1,420.27 จุด

คาดว่า รัฐบาลจะมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ครอบคลุมการใช้นโยบายการคลัง การลดภาษี พัฒนาระบบขนส่ง ไปจนถึงการอุดหนุนและช่วยเหลือธุรกิจที่ได้รับการกระทบจาก Covid-19

ปี 2564 เป็นปีทองของดัชนี VNI เพราะทำนิวไฮนับรวมแล้ว 4 ครั้งใน 10 เดือนแรก ทั้งๆ ที่เวียดนามเผชิญการระบาดหนักมาก อัตราการฉีดวัคซีนไม่สูงเท่าประเทศอื่นๆ แต่พื้นฐานทางเศรษฐกิจของเวียดนาม จะส่งให้ตลาดหุ้นยังเติบโตได้อีกไกล เมื่อคลายล็อกดาวน์

📌 AI และหุ่นยนต์กลายมาเป็นส่วนสำคัญในการผลักดันธุรกิจเฮลท์แคร์ โดยในช่วงการแพร่ระบาด Covid-19 ที่ผ่านมา AI ช่วยคัดกรองผู้ป่วยอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ ทำให้แพทย์ผู้เชี่ยวชาญวินิจฉัยและให้รักษาได้รวดเร็วยิ่งขึ้น

Institute of Electrical and Electronics Engineers เผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับการพัฒนา AI และหุ่นยนต์ ว่า จะเข้ามาต่อยอดธุรกิจเฮลท์แคร์ในทิศทางที่ดีขึ้น

หุ่นยนต์จะช่วยให้การผ่าตัดเป็นไปอย่างราบรื่น และลดความผิดพลาดของมนุษย์ โดยเริ่มพัฒนาโครงการผ่าตัดทางไกล (Telesurgery) ที่ศัลยแพทย์สามารถรักษาผู้ป่วยได้ โดยที่ไม่ต้องเดินทางไปพบกับผู้ป่วย แต่ใช้หุ่นยนต์ช่วยในการผ่าตัด

ธุรกิจเฮลท์แคร์มีความสำคัญมากกับผู้คนทั่วโลก เทคโนโลยีอย่าง AI และหุ่นยนต์จะช่วยสนับสนุน ธุรกิจเฮลท์แคร์มีพัฒนาการที่ดีและเติบโตอย่างรวดเร็ว ในเมื่อทั้ง 2 ธีมเมกะเทรนด์นี้มีการเกื้อหนุนซึ่งกันและกัน ย่อมเป็นโอกาสลงทุนระยะยาว 

📌 ลักเซมเบิร์กเตรียมเป็นประเทศแรกในยุโรป ปลดล็อกกัญชาถูกกฎหมาย สำหรับผู้ใหญ่ที่มีอายุ 18 ปี ขึ้นไป และสามารถปลูกได้ 4 ต้นต่อครัวเรือน แต่ยังไม่สามารถสูบกัญชาในพื้นที่สาธารณะได้

รัฐบาลลักเซมเบิร์กได้ร่างกฎหมายปลดล็อกกัญชาให้ถูกกฎหมายในทางการแพทย์และสันทนาการ  อย่างไรก็ตาม ร่างกฎหมายนี้ต้องผ่านการเห็นชอบจากรัฐสภา ก่อนประกาศบังคับใช้

นี่ถือเป็นก้าวสำคัญสำหรับธุรกิจกัญชาในยุโรป เพราะหลายๆ ประเทศเริ่มเคลื่อนไหว เพื่อปลดล็อกกัญชาให้ถูกกฎหมาย โดยประเทศต่อไป คือ อิตาลี 

ดังนั้นธีมกัญชา ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น ที่แต่ละประเทศปลดล็อกให้ถูกกฎหมาย ไม่เป็นยาเสพติดอีกต่อไป ในช่วงระยะ 2-3 ปีนี้ คุณจะเห็นราคาหุ้นและ ETF กัญชามีความผันผวนไปตามกระแสข่าวอยู่ จนกว่าภาพการปลดล็อกทางกฎหมายทั่วโลกจะชัดเจน รวมไปถึงบริษัทกัญชามีงบการเงินที่แข็งแกร่งมากขึ้น

📌 จีนยังคงนิ่งเฉยกับการออกกฎหมายในอุตสาหกรรมเกม ทำให้หลายๆ บริษัทไม่สามารถปล่อยเกมใหม่ออกมาจำหน่ายได้ เพราะรัฐบาลไม่มีความเคลื่อนไหวมากว่า 100 วันแล้ว 

ปัจจุบันจีนเป็นตลาดใหญ่ในธุรกิจเกมและอีสปอร์ต บริษัทเกมจีนอย่าง XD บอกว่า ยังประเมินไม่ได้ว่า รัฐบาลจะอนุญาตให้ปล่อยเกมใหม่อีกครั้งเมื่อไร ตอนนี้บริษัทมี 4 เกมที่รอเปิดตัวในจีน และเตรียมจะแก้ไข หากขัดกับกฎระเบียบของประเทศ

หากจีนยืดเวลาในการออกกฎต่อไป ธุรกิจเกมของจีนอาจจะชะลอตัว ทำให้หลายๆ บริษัทเกมจำเป็นต้องมองหาทางเลือกใหม่ๆ เพื่อจำหน่ายเกมในตลาดอื่นๆ แต่คาดว่า ปัญหานี้จะคลี่คลายในทางที่ดีขึ้นก่อนสิ้นปี ถ้ารัฐบาลจีนออกกฎเกณฑ์ใหม่และบังคับใช้ จะให้บริษัทในธุรกิจเกมและอีสปอร์ตเดินหน้าต่อไปได้

📌 Amazon เข้าถือหุ้น 20% คิดเป็นมูลค่า 3,800 ล้านดอลลาร์สหรัฐใน Rivian Automotive สตาร์ตอัปรถยนต์ไฟฟ้า (EV) โดยมีแผนใช้รถยนต์ของ Rivian ในระบบขนส่งของบริษัท 

Rivian เปิดเผยว่า การเข้าถือหุ้น Amazon จะได้สิทธิ์ในการใช้รถยนต์ของ Rivian ในระบบขนส่งอย่างน้อย 4 ปี พร้อมสั่งซื้อรถ 100,000 คันภายในปี 2573 โดยมีจะนำรถจำนวน 10,000 คัน ใช้ในระบบขนส่งในปี 2565

Rivian อยู่ในธุรกิจ EV ที่น่าจับตามอง เพราะเมื่อตุลาคมที่ผ่านมา Rivian ประกาศแผนเข้าจดทะเบียนในตลาดหุ้น Nasdaq คาดว่าจะ IPO ในเดือนพฤศจิกายนนี้ นี่คือ ศักยภาพและอนาคตของ EV ที่ Amazon เล็งเห็น


นี่คือข่าวสารและสถานการณ์การลงทุนทั่วโลกที่ทีมงาน Jitta Wealth รวบรวมมาให้คุณได้ติดตามไปพร้อมกับเรา

หุ้นเทคโนโลยียังมีประเด็นความเคลื่อนไหวใหม่ๆ ให้ติดตามอยู่ ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนบริษัทจาก Facebook เป็น Meta เพื่อปรับโครงสร้างองค์กรและลงทุนในเทคโนโลยีโลกเสมือน Metaverse อย่างจริงจัง

มาร์เก็ตแคปของ Microsoft ที่แซงหน้า Apple โดยทั้ง 2 บิ๊กเทคของสหรัฐฯ ต่างรายงานงบการเงินไตรมาสล่าสุดเป็นไปในทิศทางที่แข็งแกร่ง

อีกประเด็นที่เกาะกระแสในภาครัฐบาลและธุรกิจ คือ พลังงานสะอาด หนุนการใช้รถยนต์ไฟฟ้า และผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทน เพื่อลดการใช้พลังงานฟอสซิสที่สร้างมลภาวะไปทั่วโลก  

จะเห็นได้ว่า ทิศทางของเมกะเทรนด์โลกยังเกี่ยวข้องกับความเคลื่อนไหวใหม่ๆ ในโลกเทคโนโลยีอยู่ รอลุ้นผลประกอบการของบริษัทกลุ่มนี้ได้เลย 

แล้วพบกันสัปดาห์หน้า


อ่าน Jitta Wealth Journal ย้อนหลัง

Jitta Wealth Journal  – บริษัทเซมิคอนดักเตอร์หนาว เมื่อบิ๊กเทคลุยทำชิปเอง 

Jitta Wealth Journal  – กูรูไทยเสียงแตก เงินบาทจะแข็งหรืออ่อนค่า 

บริษัท หลักทรัพย์จัดการกองทุนจิตตะ เวลธ์ จำกัด
1111/9-10 ถนนลาดพร้าว แขวงจันทรเกษม เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร 10900



สงวนลิขสิทธิ์ © 2021 บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนจิตตะ เวลธ์ จำกัด
เนื้อหาทั้งหมดบนเว็บไซต์นี้จัดทำขึ้นโดยบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนจิตตะ เวลธ์ จำกัด (“Jitta Wealth”) ผู้บริหารจัดการบัญชีกองทุนส่วนบุคคล Jitta Wealth ที่ได้รับใบอนุญาตบริหารจัดการกองทุนประเภท ค เลขที่ ลค-0105-01 และดำเนินการภายใต้การกำกับ ดูแลของ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) Jitta Wealth ให้บริการกองทุนส่วนบุคคลสำหรับผู้ลงทุนรายย่อย ที่ต้องการนำเงินมาลงทุนในตลาดทุน โดยใช้เทคโนโลยี AI วิเคราะห์หุ้นและกลยุทธ์การลงทุนที่จัดทำโดยบริษัทจิตตะ ดอท คอม จำกัด (“Jitta.com”) บริหารจัดการให้แบบอัตโนมัติ เพื่อผลตอบแทนระยะยาวที่สูงกว่าดัชนีตลาด การลงทุนมีความเสี่ยง ไม่ว่าจะเป็นการสูญเสียกำไรหรือเงินต้น กลยุทธ์การลงทุนของ Jitta Wealth ใช้ข้อมูลวิเคราะห์หุ้นของ Jitta.com ซึ่งคิดคำนวณจากข้อมูล ในอดีต อัตราผลตอบแทนที่ปรากฏบนเว็บไซต์นี้เป็นสมมุติฐานทางสถิติจากข้อมูลที่มี เพื่อใช้ประกอบการอธิบายรายละเอียดบริการเท่านั้น ไม่สามารถใช้รับประกันผลตอบแทนในอนาคตได้ สถานการณ์ในโลกที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะแง่บวกหรือแง่ลบ สามารถส่งผลกระทบ ต่อทั้งอุตสาหกรรมหรือกลุ่มธุรกิจ และอาจทำให้พอร์ตหุ้นที่มีการกระจายความเสี่ยงค่อนข้างมากแล้ว ประสบความผันผวนด้านราคาได้ Jitta Wealth ได้รับอนุญาตให้บริหารจัดการกองทุนเพื่อช่วยผู้ลงทุนบรรลุเป้าหมายด้านการเงินผ่านการ ลงทุนในสินทรัพย์ประเภท หุ้นโดยไม่มีเจตนาแนะนำความเหมาะสมของกลยุทธ์การลงทุนใดๆ แก่ผู้ลงทุน ผู้ลงทุนควรคำนึงถึงเป้าหมายการลงทุนส่วนตัว และค่าธรรมเนียมต่างๆ ของ Jitta Wealth ก่อนลงทุน
“Jitta Wealth” เป็นเครื่องหมายการค้าของบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนจิตตะ เวลธ์ จำกัด