Jitta Wealth Journal - ปรับพอร์ตลงทุนรับมาตรการ Fed

24 สิงหาคม 2564Jitta WealthJitta Wealth Journal

เทรนด์ใหม่ เปลี่ยนกองทุนรวมเป็น ETF 

Jitta Wealth Journal ฉบับที่ 39 ประจำวันที่ 24 สิงหาคม 2564 มีประเด็นข่าวสารการลงทุนที่น่าสนใจ ดังนี้

  • คำแถลงของ Fed ชี้ชะตาตลาดหุ้นทั่วโลก
  • Joe Biden หนุนคุมบิ๊กเทค เน้นแข่งขันเสรี
  • จีนควรเยียวยาทุกฝ่ายในธุรกิจการศึกษา
  • JPMorgan เตรียมเปลี่ยนกองทุนรวมเป็น ETF
  • อินเดียพัฒนาวัคซีน ZyCoV-D จาก DNA ของไวรัส
  • เยอรมนี ใช้วัคซีน BioNTech กว่า 36.75 ล้านโดส
  • ทั่วโลก​ใช้สกุลเงินดิจิทัลเพิ่มขึ้น 881% ปี 2563

ไปติดตามกันได้เลย


Jitta Wealth

Exclusive Q&A with CEO ประจำเดือนสิงหาคม

คุณยังมีคำถามมากมายเกี่ยวกับ Jitta Wealth อยู่หรือไม่ อยากเริ่มลงทุน แต่ยังไม่แน่ใจว่าจะเลือกแผนการลงทุนไหนดี หรือต้องการสร้างความมั่นใจว่า เลือกสินทรัพย์ได้ถูกหรือไม่

ลงทะเบียน Webinar ประจำเดือนสิงหาคม มาหาคำตอบที่ตรงใจคุณ วันที่ 29 สิงหาคม 2564 เวลา 14:00 น. เป็นต้นไป

ลงทะเบียนที่นี่


คำแถลงของ Fed ชี้ชะตาตลาดหุ้นทั่วโลก

ภาพใหญ่ของเศรษฐกิจสหรัฐฯ มีทิศทางสดใส แม้ว่ากำลังเผชิญการระบาดของไวรัส Covid-19 กลายพันธุ์ จนต้องเตรียมฉีดวัคซีนเข็มที่ 3 กระตุ้นภูมิคุ้มกัน 

Jerome Powell ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) จะเปิดเผยแนวโน้มเศรษฐกิจในสัปดาห์หน้า หลังการประชุมที่รัฐไวโอมิง ในหัวข้อ Monetary Policy Framework Review 

แน่นอนว่าประเด็นที่หลายฝ่ายติดตามกัน คือ Fed จะลดวงเงินมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE) เมื่อไร หรือส่งสัญญาณการขึ้นดอกเบี้ยหรือไม่

แม้นักวิเคราะห์คาดว่า Fed อาจไม่เปิดเผยไทม์ไลน์ปรับลดวงเงินมาตรการ QE ในครั้งนี้ แต่จากรายงานการประชุมเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา กรรมการ Fed ส่วนใหญ่เห็นตรงกันว่า Fed ควรลดวงเงินภายในปี 2564 

ปัจจุบัน Fed มีวงเงินตามมาตรการ QE เดือนละ 120,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ประกอบด้วยการซื้อพันธบัตรรัฐบาล 80,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และตราสารหนี้ที่มีสินเชื่อที่อยู่อาศัยเป็นหลักประกันการจำนอง (MBS) 40,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ


Joe Biden หนุนคุมบิ๊กเทค เน้นแข่งขันเสรี

Tim Wu ที่ปรึกษาพิเศษ ด้านเทคโนโลยีและความปลอดภัย ของประธานาธิบดี Joe Biden เปิดเผยว่า สหรัฐฯ ไม่ได้ต้องการจะขัดขวางการทำธุรกิจของบริษัทเทคโนโลยี แต่ต้องการสร้างการแข่งขันให้สูงมากยิ่งขึ้น   

Biden เซ็นคำสั่งบริหารมีแนวทางเพื่อลดอํานาจเหนือตลาดของบริษัทเทคโนโลยีสัญชาติอเมริกัน ที่หลายฝ่ายมองว่า การเข้าควบคุมดูแลจากรัฐบาลเป็นภัยคุกคามร้ายแรง แต่ Wu ก็ออกมายืนยันว่า แผนนี้เพื่อการพัฒนาเทคโนโลยีที่ดีกว่าเดิม 

รัฐบาลสหรัฐฯ พยายามควบคุม เพื่อลดอํานาจเหนือตลาดของบิ๊กเทค โดยขอให้คณะกรรมาธิการการค้าของรัฐบาลกลาง พัฒนานโยบายตรวจสอบกิจการอย่างใกล้ชิดมากขึ้น รวมทั้งสรุปข้อกังวลและปัญหาที่เกิดขึ้นในการแข่งขันกับบริษัทอื่นๆ 

คำสั่งบริหารของ Biden มีเป้าหมายหาทางควบคุมบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ให้อยู่ภายใต้การแข่งขันอย่างเป็นธรรม บริษัทที่จะได้รับผลกระทบ เช่น Alphabet (Google) Amazon Apple Facebook และ Microsoft

ส่วนความคืบหน้าอื่นๆ ในบิ๊กเทค ล่าสุด Amazon เข้าลงทุนในสตาร์ตอัปฟินเทคสัญชาติอินเดีย Smallcase โดยเพิ่มทุน Series C มูลค่า 40 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

ธุรกิจสตาร์ตอัปในอินเดียกำลังไปได้สวย โดยเฉพาะการนำเทคโนโลยีมาใช้ในภาคการเงินการลงทุน และตลาดอินเดียมีฐานลูกค้าขนาดใหญ่ ขยายตัวเป็นวงกว้าง

ส่งผลให้บริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่หลายบริษัทเล็งเห็นศักยภาพตรงนี้ของอินเดีย เตรียมเข้ามาชิงส่วนแบ่งการตลาด 

ด้วยอานิสงส์ของ Covid-19 ส่งผลให้ Smallcase มีจำนวนผู้ใช้งานเพิ่มขึ้นถึง 2 เท่า นอกจากนี้ Amazon ยังลงทุนในสตาร์ตอัปอื่นๆ ในอินเดียอีกด้วย โดยธุรกิจในอินเดียของ Amazon ขณะนี้มีมูลค่ารวมกันกว่า 6,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ 


Jitta Wealth

4 ทางเลือกจัดพอร์ตในตลาดหุ้นสหรัฐฯ กับ Jitta Wealth

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ เป็นหมุดหมายแรกที่นักลงทุนทั่วโลกอยากไปลงทุน ในช่วงเวลาที่ดัชนีตลาดหุ้นกำลังฟื้นตัวหลัง Covid-19 เศรษฐกิจสหรัฐฯ กำลังเติบโตสูงสุดในรอบ 3 ทศวรรษ นี่อาจจะเป็นโอกาสจัดพอร์ตลงทุนต่างประเทศของคุณก็ได้

อ่านต่อ


Jitta Wealth

วิธีรับมือ ‘บาทอ่อน’ เมื่อลงทุนต่างประเทศ

‘บาทอ่อน’ ที่สุดในรอบ 3 ปีครั้งนี้ มีสาเหตุมาจากอะไร ควรรอหรือเพิ่มทุนในสินทรัพย์ต่างประเทศอย่างไร ในภาวะค่าเงินไม่เป็นใจ บทความนี้จะพาคุณไปหาคำตอบว่า ดัชนีตลาดหุ้นกับค่าเงิน…อันไหนผันผวนกว่ากัน

อ่านต่อ


Jitta Wealth

Live: ถอดรหัสการลงทุนใน Genomics & Healthcare

สัปดาห์ที่ผ่านมา คุณตราวุทธิ์ได้มีโอกาส Live สดกับกูรูผู้คร่ำหวอดในแวดวงการแพทย์ อย่างคุณหมอโอและคุณมนู ที่จะมาฉายภาพอุตสาหกรรมเฮลท์แคร์และจีโนมิกส์ ในแบบที่ใครๆ ก็เข้าใจง่าย…และอยากลงทุน

ดู Live ย้อนหลัง

อ่านสรุป Live


จีนควรเยียวยาทุกฝ่ายในธุรกิจการศึกษา

‘ธุรกิจการศึกษาจีน’ เป็น 1 ในธุรกิจที่เติบโตมาก มูลค่าตลาดโตในอัตรา 20% ตั้งแต่ปี 2556 เป็นต้นมา หลังจากที่มีข่าวว่า ทางการจีนเตรียมออกมาตรการควบคุมการทำธุรกิจ หุ้นสถาบันกวดวิชาร่วงไป 90% เลยทีเดียว

มาตรการสำคัญ คือ สถาบันการศึกษาต้องเป็นองค์กรที่ไม่แสวงหากำไร และไม่สามารถระดมทุนในตลาดหุ้นจีนได้อีกต่อไป รวมทั้งบริษัทต่างชาติไม่สามารถถือหุ้นในสถาบันการศึกษาของจีนได้ 

นอกจากนี้จะไม่มีการออกใบอนุญาต สำหรับสถาบันการศึกษารายใหม่ๆ เพิ่มเติมอีก 

หากกฎระเบียบนี้ บังคับใช้ได้จริง ย่อมต้องส่งผลกระทบต่อธุรกิจรายเดิมและรายใหม่อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แล้วบทสรุปธุรกิจการศึกษาจีนที่มีมูลค่าแสนล้านหยวนจะเป็นอย่างไร หลังจากที่ทางการจีนจัดระเบียบใหม่ 

ในท้ายที่สุด จีนควรมีแผนที่จะช่วยเหลือและเยียวยา โดยเฉพาะพนักงานในธุรกิจการศึกษาซึ่งได้รับผลกระทบจากมาตรการนี้ และจัดหางานทดแทนให้กับบุคลากรเหล่านี้ 

ด้านผู้ประกอบการ เมื่อสามารถทำธุรกิจได้ต่อ ไม่ได้ห้ามให้ปิดกิจการ เพียงแค่ลดขนาดและขีดความสามารถ มูลค่าส่วนที่หายไป ทางการจีนควรจะรับผิดชอบให้ด้วย เพื่อให้ทุกฝ่ายที่ได้รับผลกระทบอยู่รอดให้ได้


Jitta Wealth

บริหารองค์กรด้วย TEAM สู่วิถีการทำงาน The Next Normal

คุณพรทิพย์ กองชุน Chief Growth Officer จาก Jitta Wealth มา Live รวมกับเซนเซแป๊ะ จากเพจสรุปให้ ไฮไลต์คอนเซ็ปต์องค์กร TEAM และการทำงานของพนักงาน Jitta Wealth แบบ Hybrid Working ในรูปแบบ Work from Anywhere

ดู Live ย้อนหลัง


สรุปข่าวสารการลงทุนทั่วโลก

📌 JPMorgan ประกาศแผนเตรียมเปลี่ยน 4 กองทุนรวมที่บริหารอยู่ในสหรัฐฯ มูลค่ารวมกว่า 10,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ มาเป็น ETF เป็นเทรนด์ที่กำลังเกิดขึ้นในบรรดาบริษัทบริหารสินทรัพย์ทั่วโลก 

JPMorgan ระบุว่า การเปลี่ยนกองทุนรวมมาเป็น ETF จะทำให้มีความโปร่งใสมากขึ้น และมีสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่น่าสนใจ รวมไปถึงสภาพคล่องระหว่างวันยังเป็นจุดแข็งของ ETF ซึ่งแตกต่างจากกองทุนรวม

Cinthia Murphy จาก ETF.com พูดถึงแผนของ JPMorgan ว่า นี่อาจจะเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลง และเทรนด์การลงทุนใน ETF ชัดเจนมากขึ้น โดยในปี 2563 มีเม็ดเงินไหลเข้า ETF กว่า 507,400 ล้านดอลลาร์สหรัฐ 

หลังจากวิกฤต Covid-19 ส่งผลให้มีความต้องการลงทุนใน ETF มากขึ้น มีเม็ดเงินไหลเข้ากองทุนแบบ Passive Fund และไหลออกจากกองทุนแบบ Active Fund เป็นเวลาหลายปี และมีเป้าหมายไปลงทุนในหุ้นสหรัฐฯ

📌 อินเดียประสบความสำเร็จในการพัฒนาวัคซีน Covid-19 ที่ชื่อว่า ZyCoV-D และองค์การควบคุมยาแห่งอินเดีย (DCGI) อนุมัติใช้เป็นการฉุกเฉิน หลังพบประสิทธิภาพต้านไวรัสกลายพันธุ์ได้ดี  

ZyCoV-D เป็นวัคซีนชนิด 3 โดส พัฒนาโดย Zydus Cadila บริษัทผลิตยาสัญชาติอินเดีย ซึ่งเป็นตัวยาที่พัฒนามาจาก DNA ตัวแรกของโลกโดยจะใช้ฉีดให้กลุ่มผู้ใหญ่และเด็กอายุ 12 ปีขึ้นไป

เมื่อฉีดวัคซีนครบ 3 โดสจะผลิตโปรตีนหนามของไวรัส และกระตุ้นให้เกิดภูมิที่ดีขึ้น ป้องกันและกำจัดไวรัสได้ รวมทั้งสามารถต่อต้านการกลายพันธุ์ของไวรัสได้ด้วย

📌 Angela Merkel นายกรัฐมนตรีเยอรมัน แสดงความชื่นชม BioNTech บริษัทสัญชาติเยอรมันในการเป็นเครื่องหมายคุณภาพการต่อสู้ Covid-19 ย้ำว่า จะต้องจริงจังในการลงทุนวิทยาศาสตร์ การวิจัย และนวัตกรรมมากขึ้น 

เยอรมนีได้รับวัคซีนของ BioNTech จำนวนกว่า 36.75 ล้านโดส ถูกใช้มากที่สุดในเยอรมนี Merkel บอกว่า หากเทียบกับประเทศอื่นทั่วโลกนั้น เยอรมนีถือว่าอยู่ในสถานะพิเศษ ที่มีปริมาณวัคซีนที่พอเพียง 

📌 CNBC รายงานว่า ในปี 2563 ทั่วโลกให้การยอมรับคริปโทเคอร์เรนซีมากขึ้น มีการใช้สกุลเงินดิจิทัลเพิ่มขึ้น 881% ประเทศที่น่าจับตามอง ได้แก่ เวียดนาม อินเดีย และปากีสถาน 

Global Crypto Adoption Index เป็นดัชนีที่จัดอันดับ 154 ประเทศ มีตัวชี้วัด คือ ปริมาณการซื้อขายแลกเปลี่ยน มากกว่าวัดที่ปริมาณการทำธุรกรรมขั้นต้น ดัชนีนี้ทำออกมาเป็นปีที่ 2 

วัตถุประสงค์ของดัชนีนี้ คือ การยอมรับสกุลเงินดิจิทัลของบุคคลทั่วไป และเน้นไปที่การใช้เงินดิจิทัลในการธุรกรรมต่างๆ มากกว่าการซื้อขายเพื่อเก็งกำไร 

เวียดนามเป็น 1 ในตลาดยอดนิยมสำหรับ Bitrefill การชำระเงินผ่านเทคโนโลยี Lightning Network สำหรับ Bitcoin 


ในช่วงครึ่งปีหลังนี้ สิ่งที่นักลงทุนต้องติดตามสถานการณ์การลงทุนในสหรัฐฯ คือ Fed จะมีท่าทีอย่างไร ต่อเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ฟื้นตัวอย่างชัดเจน เพราะนโยบายที่ตามมา คือ Fed ต้องลดวงเงินมาตรการ QE และขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย 

ไม่ว่า Fed จะประกาศหรือแถลงอะไรออกมา เป็นสิ่งที่คาดการณ์ยาก แต่ผลกระทบที่เกิดขึ้น อาจจะเป็นแค่ระยะเวลา 1-2 สัปดาห์เท่านั้น อาจจะกระทบกับพอร์ตลงทุนเพียงเล็กน้อย

เพราะในระยะยาวแล้ว การลงทุนในตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังมีความน่าสนใจเสมอ และให้ผลตอบแทนที่ดี หากลงทุนตามดัชนี S&P500 ผลตอบแทนประมาณ 8-10% ต่อปีแล้ว

ถ้ามั่นใจในเศรษฐกิจสหรัฐฯ และศักยภาพของตลาดหุ้น หากรีรอหรือจับจังหวะลงทุน คุณอาจจะเสียโอกาสได้

แล้วพบกันสัปดาห์หน้า


อ่าน Jitta Wealth Journal ย้อนหลัง

Jitta Wealth Journal – 3 หุ้นวัคซีน ส้มหล่นรับ Covid-19 กลายพันธุ์

Jitta Wealth Journal – หุ้นเวียดนามพลิกฟื้น…คราวนี้จะไปไกลแค่ไหน

บริษัท หลักทรัพย์จัดการกองทุนจิตตะ เวลธ์ จำกัด
1111/9-10 ถนนลาดพร้าว แขวงจันทรเกษม เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร 10900



สงวนลิขสิทธิ์ © 2021 บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนจิตตะ เวลธ์ จำกัด
เนื้อหาทั้งหมดบนเว็บไซต์นี้จัดทำขึ้นโดยบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนจิตตะ เวลธ์ จำกัด (“Jitta Wealth”) ผู้บริหารจัดการบัญชีกองทุนส่วนบุคคล Jitta Wealth ที่ได้รับใบอนุญาตบริหารจัดการกองทุนประเภท ค เลขที่ ลค-0105-01 และดำเนินการภายใต้การกำกับ ดูแลของ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) Jitta Wealth ให้บริการกองทุนส่วนบุคคลสำหรับผู้ลงทุนรายย่อย ที่ต้องการนำเงินมาลงทุนในตลาดทุน โดยใช้เทคโนโลยี AI วิเคราะห์หุ้นและกลยุทธ์การลงทุนที่จัดทำโดยบริษัทจิตตะ ดอท คอม จำกัด (“Jitta.com”) บริหารจัดการให้แบบอัตโนมัติ เพื่อผลตอบแทนระยะยาวที่สูงกว่าดัชนีตลาด การลงทุนมีความเสี่ยง ไม่ว่าจะเป็นการสูญเสียกำไรหรือเงินต้น กลยุทธ์การลงทุนของ Jitta Wealth ใช้ข้อมูลวิเคราะห์หุ้นของ Jitta.com ซึ่งคิดคำนวณจากข้อมูล ในอดีต อัตราผลตอบแทนที่ปรากฏบนเว็บไซต์นี้เป็นสมมุติฐานทางสถิติจากข้อมูลที่มี เพื่อใช้ประกอบการอธิบายรายละเอียดบริการเท่านั้น ไม่สามารถใช้รับประกันผลตอบแทนในอนาคตได้ สถานการณ์ในโลกที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะแง่บวกหรือแง่ลบ สามารถส่งผลกระทบ ต่อทั้งอุตสาหกรรมหรือกลุ่มธุรกิจ และอาจทำให้พอร์ตหุ้นที่มีการกระจายความเสี่ยงค่อนข้างมากแล้ว ประสบความผันผวนด้านราคาได้ Jitta Wealth ได้รับอนุญาตให้บริหารจัดการกองทุนเพื่อช่วยผู้ลงทุนบรรลุเป้าหมายด้านการเงินผ่านการ ลงทุนในสินทรัพย์ประเภท หุ้นโดยไม่มีเจตนาแนะนำความเหมาะสมของกลยุทธ์การลงทุนใดๆ แก่ผู้ลงทุน ผู้ลงทุนควรคำนึงถึงเป้าหมายการลงทุนส่วนตัว และค่าธรรมเนียมต่างๆ ของ Jitta Wealth ก่อนลงทุน
“Jitta Wealth” เป็นเครื่องหมายการค้าของบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนจิตตะ เวลธ์ จำกัด