ส่องผลตอบแทน Global ETF ครึ่งปี สูงสุด 17%

20 พฤษภาคม 2564Global ETFJitta Wealth

ท่ามกลางข่าวสารทั่วโลกที่กระทบต่อการลงทุน แต่ผลตอบแทนของ Global ETF ยังเป็นบวกทุกแผน

สำหรับแผนสมดุลและเติบโต ที่มีสัดส่วนการลงทุนใน ETF (Exchange Traded Fund) หุ้นคุณภาพดีสูงถึง 50% และ 80% ตามลำดับ ทำผลตอบแทน 6 เดือนทำได้ 7.9% และ 17.31% สูงกว่า 6% และ 8% ที่คาดหวังไว้

แม้ว่าดัชนีตลาดหุ้นเคลื่อนไหวผันผวนในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา แต่หุ้นที่ได้รับผลกระทบโดยตรง คือ หุ้นเทคโนโลยี ที่ราคาพุ่งแรงๆ เมื่อปีที่แล้ว จึงเกิดแรงเทขายทำกำไรออกมาในช่วงต้นปี 

ขณะที่หุ้นกลุ่มอื่นๆ หุ้นวัฏจักร (Cyclical Stock) หุ้นคุณค่า (Value Stock) และหุ้นที่ราคาปรับขึ้นช้า (Laggard Stock) กลับเป็นขาขึ้น ตามสัญญาณการฟื้นตัวของเศรษฐกิจทั่วโลก 

จึงมีแค่ราคาหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีที่สวนกระแสเป็นขาลง แต่ก็สามารถกดดันดัชนีตลาดหุ้นได้ เพราะมาร์เก็ตแคปขนาดใหญ่นั่นเอง

ส่วนผลตอบแทนช่วงเวลาเดียวกันของแผนพอเพียงที่ถือตราสารหนี้ถึง 80% ของพอร์ต ผลตอบแทน 2.12% แม้จะเป็นบวก แต่ยังไม่ถึงผลตอบแทนที่คาดหวัง 4% เพราะภาวะผลตอบแทนพันธบัตร 10 ปีสหรัฐฯ (Bond Yield) เร่งตัวขึ้นในช่วงที่ผ่านมา ส่งผลให้ราคาตราสารหนี้ในตลาดเป็นขาลง ทั้งพันธบัตรรัฐบาลและหุ้นกู้เอก ราคา ETF ที่ลงทุนในสินทรัพย์กลุ่มนี้จึงลดลงตามไปด้วย

Jitta Wealth

ผ่าไส้ในผลตอบแทน ETF ทั้ง 5 กองใน Global ETF

นำหลักการ Modern Portfolio Theory (MPT) มาใช้ในการจัดพอร์ตลงทุน Global ETF โดยใช้ 2 ตัวแปร คือ การจัดสรรสินทรัพย์ (Asset Allocation) และการกระจายความเสี่ยง (Diversification) 

จึงเป็นที่มาของการนำสินทรัพย์ที่มีราคาเคลื่อนไหวแตกต่างกัน 2 แบบ คือ ตราสารหนี้และหุ้นมาสร้างสูตรสำเร็จ จัดพอร์ตลงทุน Global ETF ผ่าน 3 แผน ได้แก่ พอเพียง สมดุล และเติบโต 

มาดูกันว่า ในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา ราคา ETF ทั้ง 5 กอง ที่ Jitta Wealth นำมาจัดพอร์ตลงทุน มีราคาเคลื่อนไหวอย่างไรบ้าง

ตราสารหนี้ 

  1. พันธบัตรรัฐบาลและหุ้นกู้บริษัทสหรัฐฯ iShares Core U.S. Aggregate Bond ETF (AGG)
    • ราคา ณ วันที่ 2 พ.ย. 117.22 ดอลลาร์สหรัฐ
    • ราคา ณ วันที่ 30 เม.ย. 114.49 ดอลลาร์สหรัฐ
    • เปลี่ยนแปลง -2.33% 
  2. หุ้นกู้บริษัทสหรัฐฯ iShares iBoxx $ Investment Grade Corporate Bond ETF (LQD)
    • ราคา ณ วันที่ 2 พ.ย. 133.97 ดอลลาร์สหรัฐ
    • ราคา ณ วันที่ 30 เม.ย. 131.15 ดอลลาร์สหรัฐ
    • เปลี่ยนแปลง -2.11%

หุ้น

  1. หุ้นสหรัฐฯ Vanguard Total Stock Market ETF (VTI)
    • ราคา ณ วันที่ 2 พ.ย. 168.73 ดอลลาร์สหรัฐ
    • ราคา ณ วันที่ 30 เม.ย. 217.10 ดอลลาร์สหรัฐ
    • เปลี่ยนแปลง 28.67%
  2. หุ้นประเทศพัฒนาแล้ว (ยกเว้นสหรัฐฯ) Vanguard FTSE Developed Markets ETF (VEA)
    • ราคา ณ วันที่ 2 พ.ย. 39.93 ดอลลาร์สหรัฐ
    • ราคา ณ วันที่ 30 เม.ย. 50.61 ดอลลาร์สหรัฐ
    • เปลี่ยนแปลง 26.75%
  3. หุ้นประเทศเกิดใหม่ Vanguard FTSE Emerging Markets ETF (VWO)
    • ราคา ณ วันที่ 2 พ.ย. 44.37 ดอลลาร์สหรัฐ
    • ราคา ณ วันที่ 30 เม.ย. 52.98 ดอลลาร์สหรัฐ
    • เปลี่ยนแปลง 19.41%

จะเห็นได้ว่า ช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา ETF ตราสารหนี้ ทั้ง AGG และ LQD มีราคาลดลง ซึ่งสอดคล้องกับภาวะ Bond Yield ที่เราได้พูดถึงก่อนหน้านี้ พอผลตอบแทนเร่งตัว นักลงทุนต้องการถือครองนานขึ้น มากกว่าจะขายในตลาด ส่งผลให้ราคาตราสารหนี้ก็ลดลง

จึงไม่ใช่เรื่องแปลก เมื่อราคา AGG และ LQD ลดลง ผลตอบแทนของแผนพอเพียงทั้ง 3 เดือนและ 6 เดือน ยังไม่ถึงที่ Jitta Wealth คาดหวังไว้ที่ 4%

เมื่อมาดูฝั่ง ETF หุ้น ไม่ว่าจะเป็น VTI VEA และ VWO ราคาเป็นทิศทางขาขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เพราะไม่ใช่หุ้นทั้งตลาดที่ราคาลดลง หุ้นกลุ่มอื่นๆ ที่ได้อานิสงส์จากเศรษฐกิจฟื้นตัวทั่วโลก ราคาก็ปรับตัวสูงขึ้น 

Global ETF เลือกทั้ง VTI VEA และ VWO มาเป็นตัวแทนการลงทุนหุ้นทั่วโลก ใช้หลักการ MPT มาออกแบบสูตรการจัดพอร์ตลงทุน จึงทำให้แผนสมดุลและเติบโตสามารถสร้างผลตอบแทน 6 เดือนได้สูงกว่าที่คาดหวังไว้ที่ 6% และ 8% ตามลำดับ สอดคล้องไปกับราคา ETF หุ้น

ตราสารหนี้ติดลบ ทำไมผลตอบแทนแผนพอเพียงยังเป็นบวก

แผนพอเพียง มีสูตรการจัดพอร์ตลงทุนตามหลักการ MPT อยู่ที่ตราสารหนี้ 80% และหุ้น 20%

สัดส่วนของ ETF หุ้น 20% เป็นตัวถ่วงน้ำหนักไม่ให้พอร์ตลงทุน Global ETF แผนพอเพียง ‘ติดลบ’ ตามราคาตลาดของ AGG และ LQD

ถ้าคุณลงทุน ETF ตราสารหนี้ 100% โอกาสที่พอร์ตจะติดลบมีมากกว่า เพราะไม่ได้กระจายการลงทุนในสินทรัพย์อื่นๆ ที่มีราคาแปรผกผันกัน

ช่วงที่ราคา ETF หุ้นปรับตัวสูงขึ้น มีผลทำให้สัดส่วนพอร์ตลงทุนมีการเปลี่ยนแปลง เช่น หุ้นเพิ่มมาเป็น 26% ขณะที่มูลค่าพอร์ตฝั่งตราสารหนี้ลดลงเหลือ 74% ในแผนพอเพียง

Jitta Wealth จึงมีระบบปรับพอร์ตอัตโนมัติ เมื่อใดก็ตามที่สัดส่วนของพอร์ตลงทุนเปลี่ยนแปลงอย่างน้อย 5% ระบบจะขายสินทรัพย์ที่มีราคาสูง เพื่อนำกำไรมาซื้อสินทรัพย์ที่มีราคาลดลง

จากภาวะตลาดตราสารหนี้สหรัฐฯ ที่ผ่านมา Jitta Wealth จึงปรับพอร์ตลงทุนแผนพอเพียง ให้กลับมาอยู่ในสัดส่วนตราสารหนี้ 80% และหุ้น 20% อัตโนมัติ โดยขาย ETF หุ้นบางส่วน มาลงทุน ETF ตราสารหนี้ ซึ่งอยู่ในช่วงราคาขาลงพอดี

ส่งผลให้ Global ETF แผนพอเพียงในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา ไม่ติดลบตามราคา ETF ตราสารหนี้นั่นเอง

ETF หุ้นขึ้นแรง…ราคาจะไปต่อได้อีกไหม

จากราคาที่เปลี่ยนแปลงระหว่าง ETF ตราสารหนี้กับหุ้นในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา สิ่งเห็นได้ชัดเจนคือ ราคา ETF ตราสารหนี้ลดลงเบาบางเพียง 2% แต่ ETF หุ้นราคาขึ้นแรงมากกว่า 20%

นั่นก็เป็นเพราะ หุ้นมีความเสี่ยงสูงกว่า แต่ให้ผลตอบแทนที่มากกว่าตราสารหนี้ 

ช่วงขาขึ้นแรงๆ ของตลาดหุ้นก็มี…ช่วงขาลงแรงๆ ของตลาดหุ้นก็มี นี่คือความเสี่ยงที่เกิดขึ้นได้ตลอดเวลา

ที่สำคัญคือ ไม่มีใครคาดการณ์ได้ว่า อะไรจะเกิดขึ้นในอนาคต จังหวะไหนควรเข้าลงทุน ยากจะที่ทายถูกทุกครั้ง

สิ่งที่นักลงทุนอย่างเราๆ ทำได้คือ ลงทุนอย่างสม่ำเสมอ หรือ DCA (Dollar Cost Average) นั่นเอง 

เพราะนอกจากที่เฉลี่ยต้นทุนของพอร์ตได้แล้ว ยังเป็นการรักษาวินัยการลงทุน ในเมื่อจับจังหวะลงทุนยาก การลงทุนทุกช่วงเวลาของตลาดหุ้น คือ การกระจายความเสี่ยงที่ดี

จากบทความ ลงทุน Global ETF ให้เงินงอกเงยได้ 127% ใน 10 ปี เราได้ทำ Back Test ผลตอบแทนรายปี จะพบว่า ผลตอบแทนทั้ง 3 แผนของ Global ETF ในแต่ละปี ขึ้นลงแตกต่างกันไป ปีนี้ผลตอบแทนติดลบทุกแผน บางปีผลตอบแทนติดลบเฉพาะแผนเติบโต หรือบางปีผลตอบแทนสูงกว่าที่คาดหวังไว้ทุกแผน

ในเมื่อไม่มีอะไรแน่นอน แต่สิ่งที่เป็นบทพิสูจน์การลงทุนระยะยาวได้ดี คือ Back Test ผลตอบแทนเฉลี่ย 10 ปีของทั้ง 3 แผน ยังได้ตามที่คาดหวังไว้ นั่นก็คือ 4% 6% และ 8%

ทั้งๆ ที่ในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา มีข่าวสารมากมายไหลเข้ามากระทบโลกการลงทุน ทั้งตราสารหนี้และหุ้น ผ่านร้อนผ่านหนาวมากมาย แต่ Global ETF ก็ยังพึ่งพาได้ พาเงินคุณเติบโตสบายๆ ไม่ต้องลุ้น

มาลองศึกษาแนวทางจัดพอร์ตลงทุน Global ETF ได้ที่นี่ https://jittawealth.com/global-etf 

อ่านบทความที่เกี่ยวข้อง

Global ETF ทางเลือก ‘ดีต่อใจ’ รับมือ ‘ความผันผวน’

ลงทุน Global ETF ให้เงินงอกเงยได้ 127% ใน 10 ปี

Global ETF ทางเลือกลงทุนสบายใจ รับมือความผันผวน

กองทุนส่วนบุคคล Jitta Wealth บริหารจัดการโดย บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน จิตตะ เวลธ์ จำกัด ซึ่งเป็น WealthTech แห่งแรกของไทยที่ได้รับใบอนุญาตจากกระทรวงการคลัง กำกับโดยสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ 

ผลตอบแทนในอดีต ไม่สามารถการันตีผลตอบแทนในอนาคต การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน

บริษัท หลักทรัพย์จัดการกองทุนจิตตะ เวลธ์ จำกัด
1111/9-10 ถนนลาดพร้าว แขวงจันทรเกษม เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร 10900



สงวนลิขสิทธิ์ © 2021 บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนจิตตะ เวลธ์ จำกัด
เนื้อหาทั้งหมดบนเว็บไซต์นี้จัดทำขึ้นโดยบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนจิตตะ เวลธ์ จำกัด (“Jitta Wealth”) ผู้บริหารจัดการบัญชีกองทุนส่วนบุคคล Jitta Wealth ที่ได้รับใบอนุญาตบริหารจัดการกองทุนประเภท ค เลขที่ ลค-0105-01 และดำเนินการภายใต้การกำกับ ดูแลของ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) Jitta Wealth ให้บริการกองทุนส่วนบุคคลสำหรับผู้ลงทุนรายย่อย ที่ต้องการนำเงินมาลงทุนในตลาดทุน โดยใช้เทคโนโลยี AI วิเคราะห์หุ้นและกลยุทธ์การลงทุนที่จัดทำโดยบริษัทจิตตะ ดอท คอม จำกัด (“Jitta.com”) บริหารจัดการให้แบบอัตโนมัติ เพื่อผลตอบแทนระยะยาวที่สูงกว่าดัชนีตลาด การลงทุนมีความเสี่ยง ไม่ว่าจะเป็นการสูญเสียกำไรหรือเงินต้น กลยุทธ์การลงทุนของ Jitta Wealth ใช้ข้อมูลวิเคราะห์หุ้นของ Jitta.com ซึ่งคิดคำนวณจากข้อมูล ในอดีต อัตราผลตอบแทนที่ปรากฏบนเว็บไซต์นี้เป็นสมมุติฐานทางสถิติจากข้อมูลที่มี เพื่อใช้ประกอบการอธิบายรายละเอียดบริการเท่านั้น ไม่สามารถใช้รับประกันผลตอบแทนในอนาคตได้ สถานการณ์ในโลกที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะแง่บวกหรือแง่ลบ สามารถส่งผลกระทบ ต่อทั้งอุตสาหกรรมหรือกลุ่มธุรกิจ และอาจทำให้พอร์ตหุ้นที่มีการกระจายความเสี่ยงค่อนข้างมากแล้ว ประสบความผันผวนด้านราคาได้ Jitta Wealth ได้รับอนุญาตให้บริหารจัดการกองทุนเพื่อช่วยผู้ลงทุนบรรลุเป้าหมายด้านการเงินผ่านการ ลงทุนในสินทรัพย์ประเภท หุ้นโดยไม่มีเจตนาแนะนำความเหมาะสมของกลยุทธ์การลงทุนใดๆ แก่ผู้ลงทุน ผู้ลงทุนควรคำนึงถึงเป้าหมายการลงทุนส่วนตัว และค่าธรรมเนียมต่างๆ ของ Jitta Wealth ก่อนลงทุน
“Jitta Wealth” เป็นเครื่องหมายการค้าของบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนจิตตะ เวลธ์ จำกัด