CEO Jitta Wealth ชี้เป้าหุ้นเทคโนโลยีจีน ทำไมวันนี้สาย VI ควรมีในพอร์ต

10 พฤศจิกายน 2565Live

Exclusive Q&A with CEO ของ Jitta Wealth ประจำเดือนพฤศจิกายน 2565 เป็น Live สดที่คุณเผ่า ตราวุทธิ์ เหลืองสมบูรณ์ CEO แห่ง Jitta Wealth และคุณโอ๊ต คุณากร มหานิล, CFA นักวิเคราะห์การลงทุนจะมาไขข้อสงสัยให้คุณว่าทำไมตอนนี้หุ้นเทคโนโลยีจีนถึงเหมาะกับการลงทุนระยะยาวแบบ VI พร้อมแนะนำนโยบายการลงทุนของ Jitta Wealth สำหรับการลงทุนหุ้นเทคโนโลยีจีนกลุ่ม A-share

รับชม Live ย้อนหลัง

คุณเผ่า ตราวุทธิ์ เหลืองสมบูรณ์ CEO ของ Jitta Wealth พร้อมด้วยคุณโอ๊ต คุณากร มหานิล, CFA นักวิเคราะห์การลงทุนของ Jitta Wealth ได้มาให้ข้อมูลเกี่ยวกับแผนลงทุน ‘Jitta Ranking หุ้นเทคโนโลยีจีน’ ในมุมที่คุณไม่เคยรู้มาก่อน

เริ่มจาก คุณโอ๊ต ให้ข้อมูลเกี่ยวกับภูมิหลังของประเทศจีนว่า ‘จีนสามารถคิดค้นนวัตกรรมมาตั้งแต่สมัยโบราณ’ ยกตัวอย่างเช่น เข็มทิศ ที่ใช้กันอยู่ทุกวันนี้ก็เป็นนวัตกรรมที่เกิดขึ้นจากจีน จึงกล่าวได้ว่าจีนมี DNA ในการคิดค้นเครื่องมือและเทคโนโลยีอยู่ในตัว

ถึงแม้การพัฒนาจะสะดุดไปบ้างช่วงสงครามฝิ่น แต่ตอนนี้จีนกำลังเดินหน้าเต็มรูปแบบ จนขึ้นเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีบางชนิดไปแล้ว ที่เห็นได้ชัดคือพลังงานสะอาด ที่ในตอนนี้จีนได้เป็นผู้นำในอุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้า (Electric Vehical) แซงหน้าสหรัฐฯ ขึ้นเป็นผู้นำโลก จนยากที่ใครจะขึ้นมาทัดเทียม

นอกจากนี้ ยังมีอุตสาหกรรมอื่นๆ ที่หลายคนอาจยังไม่รู้ เช่น Huawei ผู้ให้บริการสัญญาณ 5G ที่ใหญ่ที่สุดในโลก และ CATL ที่ผลิตแบตเตอรี่ให้กับรถยนต์ไฟฟ้าทั่วโลก ที่ยิ่งใหญ่ถึงขนาดว่าบริษัทรถยนต์ไฟฟ้าในสหรัฐฯ อย่าง Tesla ก็ต้องใช้แบตเตอรี่ที่ผลิตจาก CATL ด้วย 

คุณเผ่า ได้เสริมข้อมูลตลาด Personal Computer (PC) ที่ Lenovo ของจีนได้ขึ้นมาเป็นผู้นำโลก และมีสัดส่วนในตลาด PC สูงแตะ 25% จนก้าวขึ้นมาเป็นบริษัทผู้ผลิต PC ที่มีส่วนแบ่งตลาดมากที่สุดในโลก ทำให้คุณรู้ว่า ‘จีนไม่หยุดพัฒนาและพร้อมจะก้าวขึ้นเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมเทคโนโลยี’

สุดท้าย คือ อุตสาหกรรมบัตรเครดิตอย่าง Union Pay ที่มีสัดส่วนในตลาดบัตรเครดิตสูงกว่า 40% แซง Visa และ Mastercard ไปขาดลอย หากสังเกตการชำระเงินต่างๆ ในตอนนี้จะเห็นป้าย Union Pay อยู่ในแทบทุกที่

หากคุณต้องการติดตามผลการดำเนินงานของบริษัทเทคโนโลยีจีนขนาดกลาง-เล็ก คุณโอ๊ต ได้ชี้ช่องทางการติดตามผ่านข่าวจากจีนโดยตรง แต่เนื้อข่าวส่วนใหญ่จะเป็นภาษาจีน เลยอาจจะทำให้คุณมีอุปสรรคด้านภาษา การลงทุนหุ้นเทคโนโลยีจีนขนาดกลาง-เล็กโดยนักลงทุนต่างชาติจึงเป็นเรื่องที่ทำได้ค่อนข้างยาก 

ด้านโอกาสในการลงทุนหุ้นเทคฯ จีน คุณเผ่า ได้ให้ข้อสังเกตถึงสิ่งที่ผู้คนคิดเมื่อพูดถึงหุ้นเทคโนโลยีจีน ส่วนใหญ่จะคิดถึงเทคโนโลยีประเภท Soft-Tech มากกว่า ทำให้พลาดโอกาสลงทุนในหุ้นประเภท Hard-Tech ไปอย่างน่าเสียดาย ซึ่งเป็นหุ้นประเภทที่น่าจับตามองเช่นเดียวกัน

สำหรับข้อมูลเกี่ยวกับการให้การสนับสนุนอุตสาหกรรมเทคโนโลยีของรัฐบาลจีน คุณโอ๊ต ได้อัปเดตถึงแผนพัฒนาชาติอย่าง Made in China 2025 ที่วางแผนพัฒนาเทคโนโลยีด้านการผลิตของจีนให้เป็นผู้นำโลก แต่ที่โลกไม่ค่อยรู้เรื่องต่างๆ นี้เพราะว่าจีนไม่ค่อยรายงานข่าวในเนื้อหาภาษาอังกฤษ ทำให้หลายคนอาจจะไม่ทันสังเกตและพลาดโอกาสลงทุนไป

แผนพัฒนาประเทศฉบับที่ 14 ของจีน ได้มีการเพิ่มงบประมาณในการวิจัยและพัฒนา จนทำให้จีนมีงบในส่วนนี้สูงที่สุดเป็นอันดับ 2 ของโลก นอกจากนี้ จีนยังได้ออกนโยบาย ‘เทคโนโลยีคลาวด์แห่งชาติ’ ที่ให้หน่วยงานราชการและรัฐวิสาหกิจใช้งานมากขึ้นเพื่อพัฒนาประเทศ

เทคโนโลยีคลาวด์ จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการติดต่อหน่วยงาน และการทำงานต่างๆ ให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศชาติ และจะช่วยดันเศรษฐกิจจีนให้เติบโตและก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคง

ในการขึ้นเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมต่างๆ คุณเผ่า ได้บอกว่าจีนพยายามเร่งเครื่องในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีเพื่อพยายามแซงหน้าผู้นำโลก เช่น สหรัฐฯ และญี่ปุ่น และผลลัพธ์ก็ค่อนข้างน่าประทับใจ เพราะจีนได้กลายเป็นผู้นำโลกในเทคโนโลยีบางชนิดแล้ว ด้วยความได้เปรียบทางด้านจำนวนประชากร และการสนับสนุนจากภาครัฐที่เห็นถึงความสำคัญในอุตสาหกรรมนี้

คุณโอ๊ต กล่าวถึงปัจจัยต่างๆ ที่สนับสนุนให้อุตสาหกรรมเทคโนโลยีก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคง สามารถแยกเป็นปัจจัยต่างๆ ได้ดังนี้

  • จีนสนับสนุนธุรกิจสตาร์ตอัปชัดเจน และมีสตาร์ตอัปที่ใหญ่ที่สุดในโลกไว้ในครอบครอง คือบริษัท TikTok ที่กำลังเป็นกระแสและมีผู้ใช้งานจากทั่วโลก
  • Venture Capital ลงทุนในจีนสูงถึง 130,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีของจีน
  • ประชากรจีนเข้าถึงการใช้อินเทอร์เน็ตมากกว่า 77% ซึ่งเป็นส่วนได้เปรียบที่แซงหน้าหลายประเทศได้

ในส่วนของโอกาสเติบโตในอุตสาหกรรมเทคโนโลยี คุณเผ่า บอกว่าจีนมีโอกาสเติบโตสูงมาก ด้วยจำนวนผู้ใช้ที่สามารถเข้าถึงอินเทอร์เน็ตได้ จะทำให้รายได้ของบริษัทเทคโนโลยีต่างๆ พุ่งขึ้นอย่างก้าวกระโดด ทำให้โอกาสในหุ้นเทคโนโลยีจีนจะมีอยู่ตลอด และธุรกิจต่างๆ ได้ปรับตัวเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้ใช้งานได้อย่างยอดเยี่ยม

ข้อเสียในจุดนี้ คือ เมื่อมีโอกาสเยอะ ก็ย่อมมีการแข่งขันสูง ทำให้การคัดกรองหุ้นเพื่อลงทุนเป็นเรื่องที่ทำได้ยาก ฉะนั้นควรลงทุนในบริษัทเทคโนโลยีที่พิสูจน์ตัวเองว่าแข็งแกร่งจริงๆ จะทำให้การลงทุนเติบโตขึ้นได้อย่างก้าวกระโดด 

สำหรับปัจจัยที่หลายคนอยากรู้เกี่ยวกับการเข้าควบคุมบริษัทบิ๊กเทคจีนใหญ่ๆ คุณโอ๊ต ได้ให้สาเหตุที่รัฐบาลจีนเข้ามาควบคุม เป็นเพราะว่ารัฐบาลจีนต้องการให้ประเทศเติบโตอย่างมั่นคง ทำให้รัฐบาลจีนมีความจำเป็นในการควบคุมบริษัทบิ๊กเทคของจีน เพื่อไม่ให้เกิดการผูกขาด และลดทอนอำนาจของแต่ละบริษัท

การผูกขาดจะลดโอกาสบริษัทเทคโนโลยีจีนอื่นๆ ทำให้รัฐบาลจีนต้องออกกฎและข้อบังคับ เพื่อให้บริษัทบิ๊กเทคจีนแบ่งปันความรู้เกี่ยวกับเทคโนโลยีให้บริษัทเทคโนโลยีเล็กๆ ในจีนด้วย ซึ่งจะส่งผลให้อุตสาหกรรมเทคโนโลยีจีนเติบโตได้อย่างมั่นคง และไม่ผูกขาดอยู่เพียงแค่บางบริษัทเท่านั้น 

ยกตัวอย่างเช่น ในอดีต หากร้านค้ามาใช้บริการกับ Meituan จะไม่สามารถไปเปิดร้านในแพลตฟอร์มอื่นได้ ส่วนนี้รัฐบาลจีนมองว่าไม่เป็นธรรม และต้องการให้บริษัทเทคโนโลยีอื่นๆ มีโอกาส จึงต้องควบคุมและเข้าแทรกแซงบริษัทบิ๊กเทคใหญ่ๆ ของจีนนั่นเอง

สำหรับสาเหตุที่หุ้นเทคฯ จีนร่วงหนักเมื่อ Xi Jinping ได้เป็นประธานาธิบดีสมัยต่อไป เนื่องจากนักลงทุนต่างชาติเกิดความกังวลว่า Xi จะใช้กฎที่เข้มงวดต่อ รวมไปถึงข่าวลือที่ถูกปล่อยออกมาว่าการครองตำแหน่งประธานาธิบดีของ Xi จะส่งผลไปถึงการปกครองในฮ่องกงด้วย จึงเป็นสาเหตุที่หุ้นเทคโนโลยีจีนปรับตัวลดลงมาพอสมควร 

ในส่วนของผลกระทบและความผันผวนในหุ้นเทคโนโลยีจีน คุณเผ่า ได้พูดถึงประเภทหุ้นเทคฯ จีนส่วนใหญ่ที่ได้รับผลกระทบ เป็นหุ้น Soft-Tech มากกว่า เพราะหุ้นประเภทนี้จะจดทะเบียนนอกตลาดหลักทรัพย์จีนค่อนข้างมาก แต่สำหรับหุ้น Hard-Tech จะไม่ได้รับผลกระทบในส่วนนี้มากนัก 

คุณโอ๊ต อธิบายว่ารัฐบาลจีนเข้ามาควบคุมอุตสาหกรรมเทคโนโลยีต่างๆ ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นธุรกิจแพลตฟอร์ม เป็น Soft-Tech ในตลาดหุ้นฮ่องกงหรือสหรัฐฯ แต่ในตลาดหุ้นจีน ตลาดหุ้น A-Share ไม่ได้รับผลกระทบจากการควบคุมของรัฐบาลจีนมากเท่าไหร่ ซึ่งถ้าคุณดูผลตอบแทนย้อนหลัง 3 ปี จะเห็นว่าผลตอบแทนของตลาดหุ้นเซินเจิ้นและเซียงไฮ้ไม่ได้ลดลงมาก ยังอยู่ที่ 18% และ 13.83% ตามลำดับ ตรงนี้ก็แสดงให้เห็นว่าการควบคุมของรัฐบาลจีนไม่ได้กระทบหุ้นเทคโนโลยีจีน A-Share มาก

คุณสายไหมตั้งคำถามว่า แล้วถ้าวันนี้เราอยากจะไปลงหุ้น A-Share เลยทำได้มั้ย 

คุณโอ๊ตให้คำแนะนำว่า การลงทุนในหุ้น A-Share อุปสรรคหลักของนักลงทุนทั่วไปเลยคือ ภาษา เพราะบริษัทเทคโนโลยีจีนขนาดเล็ก จะไม่ค่อยมีรายงานงบการเงินที่เป็นภาษาอังกฤษมากนัก เพราะฉนั้น การเฟ้นหาหุ้นที่มีโอกาสเป็นผู้ชนะ หรือหุ้นที่มีโอกาสเติบโตได้สูงก็เป็นเรื่องที่ยากกว่าการลงทุนในตลาดหุ้นอื่นๆ  นี่เป็นสาเหตุหนึ่งที่ Jitta Wealth เปิดตัวแผนลงทุน Jitta Ranking หุ้นเทคโนโลยีจีน 

คุณเผ่า เสริมว่าประเทศจีนมีศักยภาพอยู่แล้ว นักลงทุนจำนวนมากสนใจลงทุนหุ้นจีน มีเสียงเรียกร้องส่งมาถึง Jitta Wealth เรื่อยๆ ว่าทำไมมีแต่เทคโนโลยีสหรัฐฯ ถ้าเราลงทุนในหุ้นเทคโนโลยีสหรัฐฯ ไม่ทันแล้ว อยากมาลงทุนให้หุ้นเทคโนโลยีจีนจะเป็นยังไง แล้วถ้าอยากลงทุนในหุ้นเทคโนโลยีจีนควรจะลงทุนแบบไหนดี ซึ่งเหมาะสมกับ Jitta Wealth ตรงที่เราสามารถหาหุ้นเทคโนโลยีจีนตัวเล็กๆ ที่มีศักยภาพพร้อมจะเติบโตได้ 

ถ้าคุณใช้บริการค้นหาหุ้นใน Jitta.com แล้วอยากลงทุนหุ้นเทคโนโลยีจีนแต่ไม่รู้จะเริ่มต้นที่ไหน Jitta Wealth เปิดนโยบาย Jitta Ranking หุ้นเทคโนโลยีจีนแล้ว เป็นกองทุนส่วนบุคคลที่วิเคราะห์งบการเงินของกลุ่มบริษัทเทคโนโลยีของจีนประเภท A-Share ทั้งหมด ซึ่งเชื่อว่าเป็นกองทุนหุ้นไทยไม่กี่กองที่ลงทุนในหุ้นเทคโนโลยีจีน A-share แบบนี้ และถ้าดูผล Backtest ย้อนหลัง 10 ปี ในหุ้นเทคโนโลยีจีนจะได้ผลตอบแทนเฉลี่ยที่ 19.02% ต่อปี ชนะดัชนีอยู่ถึง 10% ต่อปี ซึ่งตอนนี้ยังเป็นแค่จุดเริ่มต้นของเทคโนโลยีจีน โดยเฉพาะหุ้นกลุ่ม Hard-tech 

หุ้นที่ Jitta เลือกมาใน 20 อันดับแรกอาจไม่ใช่หุ้นพิมพ์นิยม คุณอาจจะไม่รู้จัก แต่ถ้าคุณได้เห็นงบการเงินจะประทับใจแน่นอน และ 20 อันดับที่ดีก็อาจจะไม่ได้ดีตลอดไป คุณจึงต้องปรับพอร์ตอยู่เสมอ หากคุณลงทุนใน Jitta Ranking หุ้นเทคโนโลยีจีน พอร์ตของคุณจะปรับอัตโนมัติทุก 3 เดือนเหมือนนโยบายอื่น

คุณโอ๊ต ให้ข้อมูลว่าหุ้นเทคโนโลยีจีน 20 อันดับแรกของ Jitta Ranking ในเดือนตุลาคม 2565 แบ่งเป็นหลายอุตสาหกรรม เช่น โลจิสติกส์ IoT อิเล็กทรอนิกส์ บริการสุขภาพ และเซมิคอนดักเตอร์ จะเป็นหุ้น Hard-tech เป็นส่วนใหญ่

ยกตัวอย่างเช่นบริษัท Chi Three Gorges คือบริษัทเจ้าของสัมปทานเขื่อนสามผา มีอัตราการเติบโต 3 ปีล่าสุดอยู่ที่ 20% กว่าๆ ที่เราเอาอัตราการเติบโตเฉลี่ยทบต้นของรายได้ 3 ปีล่าสุดให้ดูเพราะว่ามีเหตุการณ์สำคัญๆ อยู่ เช่น Covid-19 การควบคุมของรัฐบาลจีนต่อบริษัทเทคโนโลยี แต่บริษัทเหล่านี้ก็ยังทำรายได้เติบโตได้ และในส่วนของกำไร 3 ปีล่าสุดก็อยู่ในเกณฑ์น่าประทับใจ 

Chi Three Gorges เป็นบริษัทพลังงานหมุนเวียน ทำธุรกิจโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม และพลังงานน้ำ ปัจจุบันเป็นเจ้าของสัมปทานโรงไฟฟ้าเขื่อนสามผาของจีน เป็นบริษัทที่รายได้และกำไรสุทธิเติบโตสม่ำเสมอ ในปีที่ผ่านมาจีนมีปัญหาเรื่องพลังงาน บริษัทเหล่านี้ก็รับผลพลอยได้ไปด้วย 

Beijing Wantai ผู้คิดค้นและจัดจำหน่ายชุดตรวจวินิจฉัยโรคติดเชื้อและวัคซีน เช่น Covid-19 โรคเอดส์ และโรคไวรัสตับอักเสบ นอกจากนี้ ยังเป็นผู้ผลิตเครื่องมือและอุปกรณ์ตรวจหาโรคทางภูมิคุ้มกันและจัดจำหน่ายสารเคมีที่ใช้ในการทดลอง เป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมที่จีนสนับสนุนและอยู่ในแผน Made in China 2025 ด้วย ในช่วงปี 2564 – 2565 เป็นปีที่บริษัทมีรายได้และกำไรเติบโต ซึ่งอาจจะได้รับอานิสงค์จากนโยบาย Zero Covid ของทางการจีน 

Joinn บริษัทก่อตั้งขึ้นมาตามแผนพัฒนาอุตสาหกรรมยาแห่งชาติ เป็นผู้ให้บริการด้านการทดลองในขั้น Pre-clinic มีห้องทดลองทั้งในจีน สหรัฐฯ และต่างประเทศ บริษัทมีการเติบโตของรายได้และกำไรสุทธิที่ดีเช่นเดียวกัน

การลงทุนใน Jitta Ranking หุ้นเทคโนโลยีจีน ไม่ได้เจาะจงที่หุ้นพิมพ์นิยม แต่ AI จะเฟ้นหาหุ้นขนาดเล็ก-กลาง-ใหญ่ทั้งตลาดที่มีโอกาสเติบโตสูงให้กับนักลงทุนเป็นหลัก

ช่วงถาม-ตอบ

ความเสี่ยงนักลงทุนควบรู้ในการลงทุนหุ้นจีน

คุณเผ่า ที่หลายคนกังวลคือความน่าเชื่อถือของบริษัทจีน เพราะอย่างที่เรารู้กันเรื่องชื่อเสียงของจีนคือ ปลอมได้ทุกอย่าง อย่างงบการเงินจะปลอมได้มั้ย Jitta Ranking เราดูงบเป็นหลัก เวลาที่บริษัทจีนเขาจะปลอมงบการเงิน เขามักจะโกงนอกประเทศ เพราะในจีนถ้าคุณหลอกลวงผู้บริโภค ถือว่าทุจริต โทษถึงขึ้นประหารชีวิตเลย

เพราะฉะนั้นที่เราเห็นหุ้นจีนแต่งงบ ส่วนใหญ่จะอยู่ในตลาดหุ้นสหรัฐฯ ซึ่งโทษหนักที่สุดคือแค่โดนปรับ โอกาสโกงงบการเงินในจีนเกิดขึ้นได้น้อยมากแต่ก็อาจจะเกิดก็ได้ สิ่งที่ Jitta Ranking ทำคือการกระจายความเสี่ยง เพื่อที่ว่าหากเกิดอะไรขึ้นกับหุ้นสักตัวก็ยังไม่กระทบพอร์ตโดยรวม

คุณโอ๊ต การลงทุนในประเทศที่เป็นตลาดเกิดใหม่หรือ Emerging Market ก็จะมีความเสี่ยงทางการเมืองหรือความไม่พร้อมด้านกฎระเบียบ บริษัทต่างๆ มีโอกาสใช้ช่องโหว่เพื่อหาประโยชน์อย่างที่คุณเผ่าบอก ในปัจจุบันจีนพัฒนาขึ้นมาเยอะ รัฐบาลเข้าไปควบคุมและดูแลกฎระเบียบต่างๆ ค่อนข้างมาก ทำให้ความเสี่ยงต่างๆ เหล่านี้ลดลงไป

คุณสายไหม การเข้ามาแทรกแซงของรัฐบาลจีน สามารถมองได้ 2 มุม คนที่ตกใจและรู้สึกว่าเสี่ยง จะเลือกเดินออกจากตลาดไป อีกมุมหนึ่งคือ ทำให้รู้สึกว่าเป็นการกำจัดความเสี่ยงหรือลดความเสี่ยงที่ใหญ่กว่าที่นักลงทุนจะต้องเผชิญ ถ้าไม่มีการแทรกแซงจากรัฐบาล

คุณเผ่า สิ่งหนึ่งที่รัฐบาลจีนพยายามทำคือ เขาต้องการให้ตลาดหุ้นของเขามีเสถียรภาพ ไม่อยากให้มีการเก็งกำไรมากเกินไป 

ในระยะยาว การปกครองแบบจีนจะมีผลต่อการเติบโตของหุ้นหรือไม่ และระหว่างเวียดนามและจีน ประเทศไหนมีความเสี่ยงมากกว่ากัน

คุณโอ๊ต ระบบการปกครองเป็นอีกปัจจัยที่เราต้องพิจารณาว่า ระหว่างโลกเสรีกับสังคมนิยม ลักษณะไหนที่จะสร้างแรงกระตุ้นให้อุตสาหกรรมเทคโนโลยีก้าวเข้าไปสู่ระดับโลกได้ ซึ่งเราเองก็ต้องไปดูในนโยบายในแต่ละประเทศ ถึงแม้ว่าเขาจะปกครองแบบสังคมนิยม นโยบายของเขาก็พยายามที่จะกระตุ้นธุรกิจเทคโนโลยีสู่เวทีโลก

การปกครองจีนและเวียดนาม ที่เหมือนกันคือเป็นการปกครองระบบสังคมนิยม ซึ่งรัฐบาลมีอำนาจเต็มที่ในการดูแลประเทศ ถ้าจะให้เทียบกันตอนนี้เวียดนามก็คล้ายกับจีนมาก ในแง่การเป็นแหล่งผลิตสินค้าหลายอย่างของโลก

การกีดกันเซมิคอนดักเตอร์ของจีนที่สหรัฐฯ ทำอยู่ จะเป็นปัญหากับบริษัทเทคโนโลยีจีนมากแค่ไหน

คุณโอ๊ต รัฐบาลจีนมีงบประมาณในการวิจัยและพัฒนาเยอะ การที่สหรัฐฯ กีดกันเซมิคอนดักเตอร์ จีนมีโอกาสที่จะแบ่งงบประมาณตรงนี้ไปสนับสนุนอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์มากขึ้น ทำให้อุตสาหกรรมนี้ก็น่าจะเติบโตได้ในอนาคต รัฐบาลจีนมีแผนการและตั้งเป้าหมายชัดเจนว่าบริษัทจีนจะต้องใช้เซมิคอนดักเตอร์ภายในประเทศมากขึ้น ซึ่งจะช่วยส่งเสริมอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ของจีนได้ในอนาคต

คุณเผ่า การกีดกันของสหรัฐฯ ต่อให้เกิดขึ้นแต่ทางฝั่งจีนยังแข็งแกร่ง จีนจะเรียนรู้ ทุ่มเท

กองทุนหุ้นเทคโนโลยีจีนต่างจากกองทุนหุ้นจีนธรรมดาอย่างไร แล้วใน 5 ปีข้างหน้ากองไหนจะเติบโตมากกว่ากัน

คุณเผ่า โดยท้่วไป AI และอัลกอริทึมหาหุ้นดี ราคาเหมาะสม มีการปรับพอร์ตทุก 3 เดือนเหมือนกันแต่สิ่งที่แตกต่างก็คือกลุ่มอุตสาหกรรม ‘Jitta Ranking หุ้นจีน’ คือการเอาหุ้น A-share ในตลาดหุ้นจีนทั้งหมดมาจัดอันดับ ส่วน ‘Jitta Ranking หุ้นเทคโนโลยีจีน’ จะคัดเฉพาะหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีโดยเฉพาะเลย

ใน 5 ปีข้างหน้าตอบยากมาก ในระยะยาวถ้ามองกลุ่มเทคโนโลยีแล้วเราลงทุนในช่วงต้นๆ ก็มีโอกาสเติบโตได้สูงกว่าดัชนีโดยรวม แต่ถ้าจะลงทุนอย่ามองแค่ผลตอบแทนเพียงอย่างเดียว อีกเรื่องที่ต้องมองด้วยคือเราจะกระจายความเสี่ยงอย่างไร ถ้าลงในกลุ่มเทคโนโลยีก็มีความเสี่ยงสูงกว่า เพราะลงทุนในอุตสาหกรรมแขนงเดียว อาจจะได้ผลตอบแทนสูงแต่ก็มีความเสี่ยงที่สูงตามด้วย แต่ถ้าลงทุนในกองหุ้นจีนก็มีการกระจายไปในหลายอุตสาหกรรม ความเสี่ยงก็จะต่ำกว่า 

อุตสาหกรรมฟินเทค จะเติบโตในจีนมั้ย 

คุณเผ่า ฟินเทคเติบโตในจีนอยู่แล้ว ฟินเทคเติบโตทุกที่ จีนเป็นผู้นำด้าน Cashless Society ของโลกและ Ant Group ถ้าเข้า IPO ได้ในตอนนั้นก็จะเป็น IPO ที่ใหญ่ที่สุดในโลก เพราะฉะนั้นเติบโตแน่นอน

คุณโอ๊ต ตอนไปเรียนที่เมืองจีนในปี 2556 ถือเป็นจุดเริ่มต้นของ Cashless Society ของจีน มี Digital Payment ที่นิยมมากๆ ในช่วงการแจกอั้งเปา มีการส่งอั่งเปาผ่านทาง WeChat กัน คนนิยมกันมาก ทำให้ Digital payment เติบโตขึ้นมาอย่างรวดเร็ว ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย 

คุณเผ่า จีนเป็นประเทศที่ใหญ่มาก คนมีมือถือเยอะมากทำให้เข้าถึงเรื่องเหล่านี้ได้ง่ายมาก ซึ่งฟินเทคสามารถกระจายไปได้หลายอุตสาหกรรม ไม่ว่าจะเป็นการบริหารเงิน ประกันชีวิต การปล่อยกู้ 

อีก 10-15 ปี จีนน่าจะเป็นสังคมผู้สูงอายุและมีผู้สูงอายุมากที่สุดในโลกแน่ๆ อยากให้มี Jitta Ranking หุ้นสุขภาพจีนบ้าง 

คุณเผ่า : จริงๆ ต้องบอกว่าทีมงาน Jitta Wealth ศึกษาไว้แล้ว แต่หุ้นที่ผ่านเกณฑ์เข้ามายังมีจำนวนน้อยเกินไป ถ้าในอนาคตมีหุ้นสุขภาพกลุ่ม A-share เยอะขึ้น เราก็น่าจะทำได้เหมือนกันในอนาคต แต่ปัจจุบันเรามีธีมบริการสุขภาพจีนเปิดให้ลงทุนแล้ว 

หุ้นสุขภาพจีนกับหุ้นสุขภาพสหรัฐฯ เปรียบเทียบกันได้อย่างไรบ้าง 

คุณโอ๊ต หุ้นสุขภาพของจีนถือว่ายังตามหลังหุ้นสุขภาพสหรัฐฯ อยู่ แต่ก็ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลอย่างจริจัง ปัจจุบันบริษัทสุขภาพของจีนก็มีการเข้าไปร่วมมือกับบริษัทสุขภาพที่มีชื่อเสียงทั่วโลกเหมือนกัน ประเทศต่างๆ ทั่วโลกให้การยอมรับเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์สุขภาพต่างๆ จากจีนมากขึ้น

คุณเผ่า เทคโนโลยีในการผลิตยา นวัตกรรมด้านการแพทย์ใหม่ๆ ก็น่าจะยังตามหลังอเมริกา แต่สิ่งที่จีนทำแล้วใกล้เคียงกับสหรัฐอเมริกาคือ จีนพยายามจะทำอะไรก็ได้ให้คนเข้าถึงการแพทย์ได้เยอะขึ้น เทรนด์ Telemedicine เป็นสิ่งที่จีนนำหน้าสหรัฐฯ ไปไกล เพราะทำให้คนจีนจำนวนมากเข้าถึงการรักษาได้สะดวกรวดเร็ว

พอร์ตส่วนตัวของบุคคลทั่วไป ควรให้น้ำหนักของพอร์ต Jitta Wealth แบบไหน ระหว่าง Thematic และ Global ETF เพื่อลดความเสี่ยงแล้วผลตอบแทนดี

คุณเผ่า แต่ละคนไม่เหมือนกัน สิ่งที่สำคัญมากกว่าผลตอบแทนก็คือความผันผวนที่เรารับได้ ถ้าจะลงทุนในสิ่งที่ผันผวนน้อยที่สุดของ Jitta Wealth มันก็คือ Global ETF ถ้าเรามองว่าเราไม่ต้องการความเสี่ยงสูง เราก็ควรมองว่าจะจัดพอร์ตด้วย Global ETF เป็นหลัก เช่น บางท่านที่มาปรึกษาผม เขาไม่ต้องการที่จะเร่งการเติบโต แต่เขาต้องการใช้ชีวิตอย่างมีความสุข เขาต้องการลงทุนในสิ่งที่ไม่ผันผวนมากก็เหมาะที่จะลง Global ETF เป็นต้น 

บริษัท Meta ในธีมเมตาเวิร์ส จะเป็นอย่างไรต่อไปในอนาคต รวมถึงธีมเทคโนโลยีการท่องเที่ยวด้วย จะเป็นอย่างไรต่อไป 

คุณโอ๊ต ธีมเมตาเวิร์สของเราคือธีมที่ลงทุนในบริษัทที่คาดว่าจะเอามาสู่โลกเมตาเวิร์ส ซึ่งมีทั้งหมด 45 บริษัท Meta มีน้ำหนักเพียง 5% ของธีม ในช่วงที่ผ่านมาแม้ว่า Meta จะมีปัญหาบ้าง ก็ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อธีมเมตาเวิร์สมากนัก

เมตาเวิร์สจะแบ่งออกเป็น 4 stages ในปัจจุบันโลกเรายังอยู่ Stage แรก เราจะเข้าสู่โลกเมตาเวิร์สผ่านทางแว่นตา VR ซึ่ง Meta ก็เข้าซื้อบริษัท Oculus ที่ทำแว่นตา VR มีข่าวลือว่าทาง Apple ก็มีแผนจะทำแว่นตา VR ในปี 2023 แต่แว่นตา VR ก็ยังมอบประสบการณ์ในโลกเมตาเวิร์สได้ไม่สมบูรณ์ แต่ใน Stage ที่ 2 จะมีอุปกรณ์เพิ่มขึ้นมา เช่น ชุดสูทที่เราเองจะรู้สึกทุกอย่าง และใน Stage ที่ 3 จะใช้เทคโนโลยี Neuraltech หรือการที่สมองสามารถสร้างสิ่งแวดล้อมในโลกเมตาเวิร์สได้เองเลยโดยไม่จำเป็นต้องใช้อุปกรณ์  ส่วน Stage ที่ 4 มีการวิเคราะห์เอาไว้ว่าเราสามารถอัพโหลดสมองเข้าไปในโลกเมตาเวิร์สได้ ในอนาคตเราอาจจะมีชีวิตหลังความตายในเมตาเวิร์สได้ 

ในปัจจุบันเมตาเวิร์สเพิ่งจะเริ่มต้น ยังไม่ได้แสดงศักยภาพที่แท้จริงของเมตาเวิร์สออกมา เรายังต้องให้เวลาบริษัทต่างๆ ในการพัฒนา เพื่อเข้าถึง Stage ต่อๆ ไปของเมตาเวิร์สได้ 

ในส่วนของธีมเทคโนโลยีท่องเที่ยว ปัจจุบันเองก็มีหลายประเทศที่เปิดประเทศแล้ว แต่ก็ยังมีประเทศหนึ่งที่ยังไม่เปิดประเทศก็คือจีน ซึ่งจีนเป็นประเทศที่ส่งออกนักท่องเที่ยวมากที่สุดในโลก ในปี 2562 มีนักท่องเที่ยวจีนออกไปเที่ยวทั่วโลกประมาณ 155 ล้านคน เลยทำให้ธีมเทคโนโลยีท่องเที่ยวไม่ได้ฟื้นถึงระดับก่อน Covid-19

แต่ถ้าเราไปดูตัวเลขรายได้ของบริษัทในธีม ในปีล่าสุดเทียบกับปีที่แล้ว บริษัทก็มีการเติบโตขึ้นมาระดับหนึ่ง เริ่มส่งสัญญาณแล้วว่าต่อจากนี้บริษัทมีโอกาสกลับมาเติบโตต่อในอนาคต

หากคุณต้องการชม Live สด สามารถรับชมวิดีโอย้อนหลังได้ทั้งทาง Facebook และ YouTube

บริษัท หลักทรัพย์จัดการกองทุนจิตตะ เวลธ์ จำกัด
1111/9-10 ถนนลาดพร้าว แขวงจันทรเกษม เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร 10900



สงวนลิขสิทธิ์ © 2022 บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนจิตตะ เวลธ์ จำกัด
เนื้อหาทั้งหมดบนเว็บไซต์นี้จัดทำขึ้นโดยบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนจิตตะ เวลธ์ จำกัด (“Jitta Wealth”) ผู้บริหารจัดการบัญชีกองทุนส่วนบุคคล Jitta Wealth ที่ได้รับใบอนุญาตบริหารจัดการกองทุนประเภท ค เลขที่ ลค-0105-01 และดำเนินการภายใต้การกำกับ ดูแลของ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) Jitta Wealth ให้บริการกองทุนส่วนบุคคลสำหรับผู้ลงทุนรายย่อย ที่ต้องการนำเงินมาลงทุนในตลาดทุน โดยใช้เทคโนโลยี AI วิเคราะห์หุ้นและกลยุทธ์การลงทุนที่จัดทำโดยบริษัทจิตตะ ดอท คอม จำกัด (“Jitta.com”) บริหารจัดการให้แบบอัตโนมัติ เพื่อผลตอบแทนระยะยาวที่สูงกว่าดัชนีตลาด การลงทุนมีความเสี่ยง ไม่ว่าจะเป็นการสูญเสียกำไรหรือเงินต้น กลยุทธ์การลงทุนของ Jitta Wealth ใช้ข้อมูลวิเคราะห์หุ้นของ Jitta.com ซึ่งคิดคำนวณจากข้อมูล ในอดีต อัตราผลตอบแทนที่ปรากฏบนเว็บไซต์นี้เป็นสมมุติฐานทางสถิติจากข้อมูลที่มี เพื่อใช้ประกอบการอธิบายรายละเอียดบริการเท่านั้น ไม่สามารถใช้รับประกันผลตอบแทนในอนาคตได้ สถานการณ์ในโลกที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะแง่บวกหรือแง่ลบ สามารถส่งผลกระทบ ต่อทั้งอุตสาหกรรมหรือกลุ่มธุรกิจ และอาจทำให้พอร์ตหุ้นที่มีการกระจายความเสี่ยงค่อนข้างมากแล้ว ประสบความผันผวนด้านราคาได้ Jitta Wealth ได้รับอนุญาตให้บริหารจัดการกองทุนเพื่อช่วยผู้ลงทุนบรรลุเป้าหมายด้านการเงินผ่านการ ลงทุนในสินทรัพย์ประเภท หุ้นโดยไม่มีเจตนาแนะนำความเหมาะสมของกลยุทธ์การลงทุนใดๆ แก่ผู้ลงทุน ผู้ลงทุนควรคำนึงถึงเป้าหมายการลงทุนส่วนตัว และค่าธรรมเนียมต่างๆ ของ Jitta Wealth ก่อนลงทุน
“Jitta Wealth” เป็นเครื่องหมายการค้าของบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนจิตตะ เวลธ์ จำกัด