📍ลงทุนธีมที่ชอบ กับผลตอบแทนที่ใช่

30 มกราคม 2564 ● Facebook Post

ชี้เป้า 12 ธีมอนาคตไกล สำหรับปี 2564 ให้คุณเลือกลงทุนในธีมที่สนใจ ปั้นพอร์ตกับผลตอบแทนที่ใช่ เติบโตไปกับ Jitta Wealth Thematic

ในรอบปีที่ผ่านมา วิกฤต Covid-19 สร้างแรงสั่นสะเทือนต่อตลาดหุ้นทั่วโลก แต่มีอีกหลายธุรกิจที่เจอส้มหล่น ได้ประโยชน์จากวิกฤตโรคระบาดครั้งนี้

ทั้งมาตรการล็อกดาวน์ และ Social Distancing ทำให้ธุรกิจบนโลกดิจิทัลต่างๆ กลายเป็นสิ่งจำเป็นต่อการดำรงชีวิตในยุค New Normal ไปในทันที

ที่สำคัญคือ วิกฤต Covid-19 ทำให้ภาพใหญ่ของคำว่า Mega Trend ชัดมากขึ้น แม้วิกฤตครั้งนี้จะหมดไป แต่ธุรกิจเหล่านี้...ยังคงไปได้อยู่

มาลองดูผลตอบแทนของ 12 ธีมอนาคตไกลกันได้เลย

=============

JW_13theme_AD_banner-01 (1).png

① E-commerce ➡ ProShares Online Retail ETF (ONLN) ETF ที่ลงทุนในบริษัทค้าปลีกออนไลน์และอีมาร์เก็ตเพลส จำนวน 26 บริษัททั่วโลก 

ผลตอบแทน 1 ปีอยู่ที่ 109.81%

หุ้น 5 อันดับแรกคือ Amazon 21.27% Stitch Fix 6.22% Qurate Retail 4.82% Wayfair 4.72% และ ETSY 4.60% 

สัดส่วนการลงทุนยังอยู่ในสหรัฐอเมริกา 73.43% จีน 17.56% สหราชอาณาจักร 3.09% อาร์เจนตินา 3.04% และอิสราเอล 2.88%

=============

② Cloud Computing ➡ WisdomTree Cloud Computing Fund (WCLD) ETF ที่ลงทุนในบริษัทผู้ให้บริการ Cloud Computing ทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็น IaaS PaaS และ SaaS จำนวน 54 บริษัททั่วโลก

ผลตอบแทน 1 ปีอยู่ที่ 105.13%

หุ้น 10 อันดับแรก มีสัดส่วนถึง 24.71% ของ WCLD ได้แก่ บริษัท Cloudflare บริษัท Sprout Social บริษัท Crowdstrike Holdings บริษัท Workiva บริษัท Domo บริษัท Blackline บริษัท Zendesk บริษัท Pagerduty บริษัท Zscaler และบริษัท Smartsheet

สัดส่วนการลงทุนยังอยู่ในสหรัฐอเมริกา 95.33% ออสเตรเลีย 1.92% แคนาดา 1.54% และอิสราเอล 1.22%

=============

③ Games และ Esports ➡ Global X Video Games & Esports ETF (HERO) ETF ที่ลงทุนในบริษัทผู้พัฒนาวิดีโอเกม เกมออนไลน์ และอีสปอร์ต จำนวน 40 บริษัททั่วโลก

ผลตอบแทน 1 ปีอยู่ที่ 87.19%

หุ้น 10 อันดับแรกคือ บริษัท Bilibili บริษัท SEA บริษัท Nintendo บริษัท Netease บริษัท Nvidia บริษัท Capcom บริษัท Actvision Blizzard บริษัท Nexon บริษัท Electronic Arts และบริษัท Take-Two Interac

สัดส่วนการลงทุน 5 อันดับแรกอยู่ในญี่ปุ่น 26.2% สหรัฐอเมริกา 25.0% จีน 17.6% เกาหลีใต้ 9.2% และสิงคโปร์ 8.3%

=============

④ Fintech ➡ Global X FinTech ETF (FINX) ETF ที่ลงทุนในบริษัทผู้ให้บริการด้านเทคโนโลยีการเงิน ด้านประกัน การลงทุน การระดมทุน การโอนเงิน และการชำระเงินผ่านระบบออนไลน์ จำนวน 39 บริษัททั่วโลก

ผลตอบแทน 1 ปีอยู่ที่ 52.35%

หุ้น 10 อันดับแรกคือ บริษัท Afterpay บริษัท Square บริษัท Adyen บริษัท Paypal Holdings บริษัท Xero บริษัท Stoneco บริษัท Intuit บริษัท Lufax Holding บริษัท Fiserv และบริษัท Bill.com Holdings

สัดส่วนการลงทุน 5 อันดับแรกอยู่ในสหรัฐอเมริกา 54.2% บราซิล 10.9% ออสเตรเลีย 8.9% เนเธอร์แลนด์ 6.7% และนิวซีแลนด์ 5.8%

=============

⑤ China Tech ➡ Invesco China Technology ETF (CQQQ) ETF ที่ลงทุนในบริษัทผู้พัฒนาเทคโนโลยีสัญชาติจีน จำนวน 102 บริษัท

ผลตอบแทน 1 ปีอยู่ที่ 51.38%

หุ้น 10 อันดับแรกคือ บริษัท Tencent Holdings บริษัท Baidu บริษัท Meituan บริษัท Sunny Optical Technology Group บริษัท Tencent Music Entertainment Group บริษัท Autohome บริษัท Kingdee International Software Group บริษัท GDS Holdings บริษัท JOYY และบริษัท LONGi Green Energy Technology

=============

⑥ AI และ Robotics ➡ iShares Trust - iShares Robotics and Artificial Intelligence Multisector ETF (IRBO) ETF ที่ลงทุนในบริษัทผู้คิดค้นและพัฒนาเทคโนโลยี Artificial Intelligence (ปัญญาประดิษฐ์) และหุ่นยนต์ จำนวน 111 บริษัททั่วโลก

ผลตอบแทน 1 ปีอยู่ที่ 47.05%

หุ้น 10 อันดับแรกคือ บริษัท 3D Systems บริษัท Stratasys บริษัท IRobot บริษัท Nano Dimension บริษัท Proto Labs บริษัท LG Electronics บริษัท FuboTV บริษัท Lenovo Group บริษัท Baidu และบริษัท Microstrategy

สัดส่วนการลงทุน 5 อันดับแรกอยู่ในสหรัฐอเมริกา 52.55% จีน 17.37% ญี่ปุ่น 9.59% ไต้หวัน 4.49% และเกาหลีใต้ 4.02%

=============

⑦ Technology ➡ iShares Exponential Technologies ETF (XT) ETF ที่ลงทุนในบริษัทผู้พัฒนาเทคโนโลยีสำหรับทุกธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นไอที สุขภาพ เทเลคอม อุตสาหกรรม อสังหาริมทรัพย์ และอื่นๆ จำนวน 197 บริษัท

ผลตอบแทน 1 ปีอยู่ที่ 35.11%

หุ้น 10 อันดับแรกคือ บริษัท Innovent Biologics บริษัท Baidu บริษัท Palantir Technologies บริษัท Tesla บริษัท Wuxi Biologics Cayman บริษัท Netease บริษัท Redfin บริษัท Alexion Pharmaceuticals บริษัท Eli Lilly และบริษัท Taiyo Yuden 

สัดส่วนการลงทุน 5 อันดับแรกอยู่ในสหรัฐอเมริกา 57.35 ญี่ปุ่น 7.42% จีน 4.75% เยอรมนี 3.95% และฝรั่งเศส 3.82%

=============

⑧ หุ้นจีน ➡ iShares MSCI China ETF (MCHI) ETF ที่ลงทุนในบริษัทสัญชาติจีนที่อยู่ในดัชนี A-share B-share H-share Red-Chip P-Chip และ US-ADR จำนวน 590 บริษัท

ผลตอบแทน 1 ปีอยู่ที่ 26.01%

หุ้น 10 อันดับแรกคือ บริษัท Tencent Holdings บริษัท Alibaba Group Holding บริษัท Meituan บริษัท JD.com ธนาคาร China Construction Bank บริษัท Nio บริษัท Ping An Insurance บริษัท Baidu บริษัท Pinduoduo และบริษัท Xiaomi 

สัดส่วนการลงทุน 5 อันดับแรก คือ สินค้าฟุ่มเฟือย 36.13% เทเลคอม 21.24% การเงิน 13.06% สุขภาพ 6.57% และไอที 5.92%

=============

⑨ หุ้นสหรัฐ ➡ Schwab U.S. Large-Cap ETF (SCHX) ETF ที่ลงทุนในบริษัทสัญชาติอเมริกันที่อยู่บนกระดาน NYSE และ Nasdaq 20.54% จำนวน 763 บริษัท

ผลตอบแทน 1 ปีอยู่ที่ 20.54%

หุ้น 9 อันดับแรกคือ บริษัท Apple บริษัท Microsoft บริษัท Amazon บริษัท Tesla บริษัท Facebook บริษัท Alaphabet บริษัท Berkshire Hathaway บริษัท Johnson & Johnson และบริษัท JPMorgan Chase+ 

สัดส่วนการลงทุน 5 อันดับแรก คือ ไอที 28.34% สุขภาพ 13.39% สินค้าฟุ่มเฟือย 12.30% เทเลคอม 10.64% และการเงิน 10.36%

=============

⑩ หุ้นอินเดีย ➡ WisdomTree India Earnings Fund (EPI) ETF ที่ลงทุนในบริษัทสัญชาติอินเดียที่อยู่ใน 2 ตลาดหลักทรัพย์ คือ Bombay Stock Exchange (BSE) และ National Stock Exchange of India (NSE) จำนวน 351 บริษัท 

ผลตอบแทน 1 ปีอยู่ที่ 18.46%

หุ้น 10 อันดับแรกมีสัดส่วน 39.5% คือ บริษัท Housing Development Finance บริษัท Infosys บริษัท Reliance Industries บริษัท Tata Consultancy Services ธนาคาร ICICI Bank บริษัท

Larsen & Toubro บริษัท HCL Technologies บริษัท Gail India บริษัท Power Grid Corp of India และบริษัท NTPC

สัดส่วนการลงทุน 5 อันดับแรก คือ การเงิน 7.17% ไอที 18.19% วัตถุดิบ 11.77% พลังงาน 10.58% และสาธารณูปโภค 8.04%

=============

⑪ Healthcare ➡ iShares Global Healthcare ETF (IXJ) ETF ที่ลงทุนในบริษัทผลิตยา คิดค้นวัคซีน บริการสาธารสุข และพัฒนาอุปกรณ์ทางการแพทย์ จำนวน 112 บริษัททั่วโลก

ผลตอบแทน 1 ปีอยู่ที่ 13.22%

หุ้น 10 อันดับแรก คือ บริษัท Johnson & Johnson บริษัท Unitedhealth Group บริษัท Roche Holding บริษัท Novartis บริษัท Abbott Laboratories บริษัท Pfizer บริษัท Merck & Co บริษัท Thermo Fisher Scientific บริษัท Abbvie และบริษัท Eli Lilly 

สัดส่วนการลงทุน 5 อันดับแรกอยู่ในสหรัฐอเมริกา 67.46% สวิตเซอร์แลนด์ 9.66% ญี่ปุ่น 6.64% สหราชอาณาจักร 4.02% และเดนมาร์ค 2.75%

=============

⑫ กัญชา ➡ ETFMG Alternative Harvest ETF (MJ) ETF ที่ลงทุนในบริษัทเพาะปลูกและแปรรูปกัญชาเพื่อใช้ในทางการแพทย์และสันทนาการในประเทศที่ให้กัญชาถูกกฎหมาย จำนวน 33 บริษัททั่วโลก

ผลตอบแทน 1 ปีอยู่ที่ -9.51% แต่ผลตอบแทน 3 เดือนล่าสุดอยู่ที่ 39.44%

หุ้น 10 อันดับแรก คือ บริษัท Aphria บริษัท Tilray บริษัท Canopy Growth บริษัท GW Pharm บริษัท Cronos Group บริษัท Aurora Cannabis บริษัท Growgeneration บริษัท Hexo บริษัท Village Farms และ บริษัท OrganiGram Holdings

สัดส่วนการลงทุน 5 อันดับแรกอยู่ในแคนาดา 49.2% สหรัฐอเมริกา 33.2% สหราชอาณาจักร 12.9% สวีเดน 2.3% และญี่ปุ่น 1.7%

📌สำหรับธีมกัญชาที่ผลตอบแทนติดลบในรอบ 1 ปี เกิดจากผลประกอบการในช่วงปี 2562 ที่ยังไม่สดใส ส่งผลให้ราคาหุ้นลดลงในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา รวมทั้งการเปิดเสรีกัญชาในแคนาดา ที่มีผลปลายปี 2561 ทำให้เกิดการแข่งขันรุนแรงในตลาดค้าปลีก แต่ปัจจุบันสถานการณ์กลับเข้าสู่ภาวะปกติแล้ว

=============

เห็นได้ชัดเลยว่า ธีมธุรกิจที่ได้รับประโยชน์จาก Covid-19 ในรอบปีที่ผ่านมา มีการเติบโตสูง ทั้งราคาหุ้นและผลประกอบการของบริษัทที่เข้าไปลงทุน

ปี 2564 วิกฤตโรคระบาดก็ยังคงอยู่ วิถีชีวิต New Normal และ Social Distancing ยังมีความจำเป็นต่อผู้คนทั่วโลก ธุรกิจเหล่านี้จึงยังมีความจำเป็น

เมื่อสถานการณ์ดีขึ้น เราคงยังสั่งสินค้าออนไลน์ ใช้ระบบคลาวด์เพื่อแชร์ไฟล์หรือดูภาพยนตร์ ใช้แอปพลิเคชันมือถือเพื่อจ่ายเงินออนไลน์

ในขณะที่สหรัฐฯ เป็นประเทศเศรษฐกิจผู้นำโลก แต่ก็มีการคาดการณ์ว่า ใน 10 ปีข้างหน้า จีนและอินเดียจะมาผงาดแซงหน้าประเทศพัฒนาแล้ว ไม่ว่าจะเป็นสหรัฐฯ อังกฤษ ฝรั่งเศส เยอรมนี และญี่ปุ่น

อนาคตการลงทุนอยู่ในมือคุณแล้ว ลองอ่านข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ https://jittawealth.com/thematic

ป.ล. ผลตอบแทนที่กล่าวถึงคือผลตอบแทนในอดีต ไม่สามารถการันตีผลตอบแทนในอนาคต การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทนและความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน

บริษัท หลักทรัพย์จัดการกองทุนจิตตะ เวลธ์ จำกัด
1111/9-10 ถนนลาดพร้าว แขวงจันทรเกษม เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร 10900



สงวนลิขสิทธิ์ © 2020 บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนจิตตะ เวลธ์ จำกัด
เนื้อหาทั้งหมดบนเว็บไซต์นี้จัดทำขึ้นโดยบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนจิตตะ เวลธ์ จำกัด (“Jitta Wealth”) ผู้บริหารจัดการบัญชีกองทุนส่วนบุคคล Jitta Wealth ที่ได้รับใบอนุญาตบริหารจัดการกองทุนประเภท ค เลขที่ ลค-0105-01 และดำเนินการภายใต้การกำกับ ดูแลของ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) Jitta Wealth ให้บริการกองทุนส่วนบุคคลสำหรับผู้ลงทุนรายย่อย ที่ต้องการนำเงินมาลงทุนในตลาดทุน โดยใช้เทคโนโลยี AI วิเคราะห์หุ้นและกลยุทธ์การลงทุนที่จัดทำโดยบริษัทจิตตะ ดอท คอม จำกัด (“Jitta.com”) บริหารจัดการให้แบบอัตโนมัติ เพื่อผลตอบแทนระยะยาวที่สูงกว่าดัชนีตลาด การลงทุนมีความเสี่ยง ไม่ว่าจะเป็นการสูญเสียกำไรหรือเงินต้น กลยุทธ์การลงทุนของ Jitta Wealth ใช้ข้อมูลวิเคราะห์หุ้นของ Jitta.com ซึ่งคิดคำนวณจากข้อมูล ในอดีต อัตราผลตอบแทนที่ปรากฏบนเว็บไซต์นี้เป็นสมมุติฐานทางสถิติจากข้อมูลที่มี เพื่อใช้ประกอบการอธิบายรายละเอียดบริการเท่านั้น ไม่สามารถใช้รับประกันผลตอบแทนในอนาคตได้ สถานการณ์ในโลกที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะแง่บวกหรือแง่ลบ สามารถส่งผลกระทบ ต่อทั้งอุตสาหกรรมหรือกลุ่มธุรกิจ และอาจทำให้พอร์ตหุ้นที่มีการกระจายความเสี่ยงค่อนข้างมากแล้ว ประสบความผันผวนด้านราคาได้ Jitta Wealth ได้รับอนุญาตให้บริหารจัดการกองทุนเพื่อช่วยผู้ลงทุนบรรลุเป้าหมายด้านการเงินผ่านการ ลงทุนในสินทรัพย์ประเภท หุ้นโดยไม่มีเจตนาแนะนำความเหมาะสมของกลยุทธ์การลงทุนใดๆ แก่ผู้ลงทุน ผู้ลงทุนควรคำนึงถึงเป้าหมายการลงทุนส่วนตัว และค่าธรรมเนียมต่างๆ ของ Jitta Wealth ก่อนลงทุน
“Jitta Wealth” เป็นเครื่องหมายการค้าของบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนจิตตะ เวลธ์ จำกัด