ส่อง 10 บริษัทที่ดัน ‘ETF ตลาดหุ้นอินเดีย’ โต 50% ใน 1 ปี

25 สิงหาคม 2564Jitta WealthThematic

จากบทความที่แล้ว เราได้พูดถึงเหตุผล 4 ข้อที่ควรลงทุน ‘ตลาดหุ้นอินเดีย’ ไว้ในพอร์ต คุณเริ่มเห็นศักยภาพและโอกาสลงทุนในอินเดียแล้วหรือยัง…

สำหรับบทความนี้ เราจะพาคุณมาทำความรู้จัก WisdomTree India Earnings Fund (EPI) เป็น ETF ที่ Jitta Wealth เลือกเข้ามาเป็นตัวแทนของธีมตลาดหุ้นอินเดียในกองทุนส่วนบุคคล Thematic

อินเดียอาจจะเป็นม้านอกสายตา สำหรับนักลงทุนหลายๆ คน เพราะเมื่อเทียบกับจีน ที่มีขนาดประชากรใกล้เคียงกัน (1,400 ล้านคน) และเป็นตลาดเกิดใหม่ (Emerging Market) เหมือนกัน จีนดูมีศักยภาพเติบโตมากกว่าเยอะ ทั้งขนาดเศรษฐกิจ รายได้ประชากร ตลาดหุ้น และขีดความสามารถของบริษัทจดทะเบียน

แต่ความใหญ่ของ ‘ตลาดหุ้นอินเดีย’ กลับไม่ได้น้อยหน้าใครๆ มีการซื้อขายอยู่ 2 ตลาด ได้แก่ ตลาดหุ้นหลัก (NSE) ใช้ดัชนี NIFTY มาร์เก็ตแคปรวมกว่า 3.1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ และตลาดหุ้นบอมเบย์ (BSE) ใช้ดัชนี SENSEX มาร์เก็ตแคปรวมกว่า 3.2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ 

ที่สำคัญคือ ทั้ง NSE และ BSE ติดใน Top 20 ของตลาดหุ้นทั่วโลก ในลิสต์นี้มีตัวแทนจากเอเชีย เช่น จีน ญี่ปุ่น ​ฮ่องกง อินเดีย เกาหลีใต้ และไต้หวัน เรียกได้ว่า ตลาดหุ้นอินเดียอยู่แถวหน้าของภูมิภาคนี้เลย

สำหรับ EPI เป็น ETF ซื้อขายในตลาดหุ้นนิวยอร์ก (NYSE) เป็น Passive Fund ที่มีนโยบายลงทุนในบริษัทจดทะเบียนในตลาดหุ้นอินเดีย โดยผลตอบแทนของ EPI จะไปตามดัชนี WisdomTree India Earnings Index ที่คำนวณหุ้นอินเดียประมาณ 360 บริษัท

ดัชนีจะไม่ได้โฟกัสที่หุ้นมาร์เก็ตแคปขนาดใหญ่เท่านั้น ยังคำนวณบริษัทขนาดกลางและขนาดเล็กเข้าไปด้วย โดยมาจากหลายกลุ่มอุตสาหกรรมในตลาดหุ้นอินเดีย

นอกจากนี้ EPI ยังใช้หลักการคัดเลือกหุ้น ด้วยวิธีการประเมินมูลค่าของกิจการ หรือหาหุ้นคุณค่า (Value Stock) นั่นเอง ดังนั้นงบการเงินของแต่ละบริษัทต้องมีการเติบโตที่ชัดเจน และเป็นหุ้นที่นักลงทุนต่างชาติสามารถเข้าลงทุนได้

EPI ถูกจัดใน 4 ETF ที่ดีที่สุดในกลุ่มหุ้นอินเดีย โดย U.S. News & World Report คัดสรร ETF ที่มีการจัดการดีที่สุด สำหรับการลงทุนระยะยาว อัปเดตผลตอบแทนย้อนหลัง 1 ปี (21 สิงหาคม 2563 – 20 สิงหาคม 2564) ดังนี้ 

  1. iShares MSCI India Small-Cap ETF (SMIN) +61.42%
  2. Invesco India ETF (PIN) +42.49%
  3. iShares MSCI India ETF (INDA) +40.14%
  4. WisdomTree India Earnings Fund (EPI) +52.25%

นี่คือ ผลตอบแทนรายปีของ EPI ช่วง 2559-2563

25592560256125622563
+2.26%+39.01%-10.44%+1.70%+18.09%
ที่มา: WisdomTree India Earnings Fund (EPI)

สำหรับ EPI ลงทุนใน 3 กลุ่มอุตสาหกรรมหลักๆ คิดเป็นสัดส่วนเกือบ 60% ของมูลค่า NAV (Net Asset Value) ได้แก่ Financials (การเงิน) Information Technology (เทคโนโลยีสารสนเทศ) และกลุ่ม Materials (วัตถุดิบ) 

นอกจากนี้มีกระจายในหุ้นกลุ่มอื่นๆ อย่าง Energy (พลังงาน) Utilities (สาธารณูปโภค) Industrials (อุตสาหกรรม) Consumer Discretionary (สินค้าฟุ่มเฟือย) และ Consumer Staples (สินค้าจำเป็น)

และที่น่าสนใจกว่านั้น คือ EPI ลงทุนในบริษัทชั้นนำของอินเดียที่มีธุรกิจกระจายในหลายๆ ประเทศ ส่งผลให้บริษัทเหล่านี้เป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนตลาดหุ้นอินเดียด้วย เราจะพาคุณมาทำความรู้จัก 10 บริษัทที่มีสัดส่วนรวมเกือบ 40% ของ NAV และดันให้ผลตอบแทนในรอบ 1 ปีโตมากกว่า 50% ว่ามีงบการเงินเป็นอย่างไร บริษัทใหญ่แค่ไหน และมีโอกาสเติบโตอย่างไรบ้าง

Jitta Wealth
  1. Infosys (เทคโนโลยีสารสนเทศ) 

ปีงบประมาณ 2564 

  • รายได้ 992,716 ล้านรูปี (+3.11%) 
  • กำไร 191,281 ล้านรูปี (+8.93%)

ผู้นำด้านการให้บริการและคำปรึกษาด้านดิจิทัลและะซอฟต์แวร์ ดำเนินธุรกิจมากกว่า 40 ปี ภายใต้คอนเซ็ปต์ ‘Next-generation digital services and consulting’ มีลูกค้าจากหลากหลายธุรกิจมากกว่า 50 ประเทศ สนับสนุนงานบริการด้านข้อมูลและพัฒนาธุรกิจในยุคดิจิทัล 

นอกจากนี้ Infosys ถือเป็นบริษัท IT รายแรกของอินเดียที่อยู่ใน NYSE

ในปี 2564 บริษัทได้รับรางวัลมากมายที่แสดงให้เห็นถึงความแข็งแกร่งและการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เช่น รางวัล Best Companies to Work For 2021 โดยนิตยสาร Fortune รางวัล The Fastest Growing Top 10 IT Services Brand โดย Brand Finance และ One of World’s Most Ethical Companies โดย Ethisphere Institute 

  1. Housing Development Finance Corporation (การเงิน)

ปีงบประมาณ 2564 

  • รายได้ 1,069,592 ล้านรูปี (+67.82%)
  • กำไร 187,401 ล้านรูปี (-12.57%)

HDFC เป็นบริษัทการเงินขนาดใหญ่ของอินเดีย มีธุรกิจธนาคาร ประกันชีวิต การจัดการอสังหาริมทรัพย์ และการลงทุน ก่อตั้งมาตั้งแต่ปี 2520 

โดยมีเป้าหมายเป็นธนาคารอินเดียระดับโลก (World-class Indian Bank) ในปัจจุบันมีลูกค้ามากกว่า 43 ล้านคน ครองตำแหน่ง India’s Most Valuable Brand โดย Kantar ถึง 5 ปีซ้อน 

ปัจจุบัน ธนาคารเป็นผู้นำด้าน Digital Banking รวมไปถึงบริการด้านฟินเทคต่างๆ เพื่อเพิ่มอำนาจทางการเงินให้กับลูกค้า 

ด้านธุรกิจประกันชีวิตถือเป็นประกันชีวิตของเอกชนเจ้าแรกของอินเดีย ดำเนินธุรกิจใน 8 ประเทศ ได้แก่ อินเดีย คูเวต โอมาน กาตาร์ ซาอุดิอาระเบีย สิงคโปร์ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และสหราชอาณาจักร 

  1. Reliance Industries (พลังงาน)

ปีงบประมาณ 2564 

  • รายได้ 4,863,260 ล้านรูปี (-20.59%)
  • กำไร 491,280 ล้านรูปี (+24.84%)

ดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับพลังงาน ปิโตรเคมี ก๊าซธรรมชาติ รวมไปถึงธุรกิจอื่นๆ เช่น โทรคมนาคม และการสื่อสาร เป็น 1 ในบริษัทที่ใหญ่ที่สุดในอินเดีย มาร์เก็ตแคปแซงหน้าบริษัทน้ำมันที่รัฐบาลอินเดียเป็นเจ้าของ 

บริษัทที่เริ่มจากความฝันสูงสุดของ Dhirubhai Ambani มหาเศรษฐีอันดับต้นๆในปัจจุบันของอินเดีย ที่อยากก่อตั้งบริษัทที่ใหญ่ที่สุดของอินเดีย จนในปี 2534 กลายเป็นบริษัทด้านโพลีเอสเตอร์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก 

ในปี 2547 บริษัทถูกจัดอยู่ใน Fortune Global 500 List นับเป็นบริษัทเอกชนรายแรกของอินเดีย และ 10 ปีที่ผ่านมา บริษัทได้ทำธุรกิจค้าปลีก เป็นรายใหญ่ที่สุดในอินเดีย

เดือนกันยายน 2563 ถูกจัดเป็นบริษัทข้ามชาติอินเดียรายแรกที่มีมาร์เก็ตแคปกว่า 2,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

นอกจากนี้ยังเป็นผู้ให้บริการเครือข่ายโทรศัพท์ Jio ค่ายโทรศัพท์รายใหญ่ของอินเดีย โดย Jio ใช้เวลาบุกตลาดเพียง 4 ปีเท่านั้น แข่งขันด้วยราคาที่ถูก ดึงดูดใจลูกค้าจากค่ายอื่นๆ ย้ายมาเป็นจำนวนมาก รวมทั้งขยายธุรกิจให้บริการอินเทอร์เน็ตบ้าน และล่าสุดในปี 2563 ทาง Facebook ก็เข้าลงทุนใน Jio ด้วย

เรียกได้ว่า Reliance Industries มีธุรกิจในหลายๆ อุตสาหกรรมในอินเดีย เหมือนเครือเจริญโภคภัณฑ์ (CP) ของไทย

  1. Tata Consultancy Services (เทคโนโลยีสารสนเทศ) 

ปีงบประมาณ 2564 

  • รายได้ 1,641,770 ล้านรูปี (+4.61%)
  • กำไร 324,300 ล้านรูปี (+0.28%)

หากลองเข้าไปในเว็บไซต์ของบริษัท จะเห็นโลโกของ Tata Group เป็นเครือเดียวกับผู้ผลิตรถยนต์และรถเพื่อการพาณิชย์ Tata นั่นเอง โดย Tata Group เป็นกลุ่มบริษัทยักษ์ใหญ่ของอินเดีย ที่ทำรายได้มหาศาล รวมกันทั้งหมดกว่า 5 ล้านล้านบาท เทียบเท่ากับ 1 ใน 3 ของมูลค่า GDP ไทย 

Tata Consultancy Service เป็นบริษัทที่มีมูลค่ามากสุดในเครือ ทำธุรกิจอยู่ใน 45 ประเทศทั่วโลก บริการให้คำปรึกษาเกี่ยวกับ IT มีกลุ่มลูกค้าจากทุกกลุ่มอุตสาหกรรม เช่น บริษัท General Motors บริษัท Vodafone บริษัท Walmart บริษัท JPMorgan บริษัท Nokia บริษัท Apple และบริษัท Microsoft 

ช่วงวิกฤต Covid-19 ในอินเดีย บริษัทกลับทำรายได้สูงสุดเป็นประวัติการณ์ และในเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ได้ขึ้นเป็นบริษัทด้าน IT ที่ใหญ่ที่สุดในโลก ด้วยมาร์เก็ตแคป 169,200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ 

  1. ICICI Bank (การเงิน)

ปีงบประมาณ 2564 

  • รายได้ 966,356 ล้านรูปี (+16.79%)
  • กำไร 183,843 ล้านรูปี (+92.18%)

เป็น 1 ในธนาคารระดับ Big 4 ของอินเดีย แข่งขันสูสีมากับ HDFC โดยธนาคารทั้ง 2 แห่งนี้ประสบความสำเร็จแซงหน้าธนาคารของรัฐบาลอินเดียไปอย่างขาดลอย เป็นธนาคารพาณิชย์ที่ใหญ่เป็นอันดับ 2 ในอินเดีย ครองส่วนแบ่งตลาดเบอร์ 1 ในด้านบัตรเครดิต 

ธนาคารมีเครือข่ายกว่า 5,275 สาขา กระจายอยู่ทั่วอินเดีย ในต่างประเทศกว่า 17 ประเทศทั่วโลก 

ในปี 2562 ธนาคารได้รับรางวัล Best Company to Work For โดย นิตยสาร Business Today ในสาขาธนาคาร การเงินและประกันภัย และเป็น 1 ใน 5 บริษัทอินเดียที่น่าทำงานด้วย รวมทั้งเป็นธนาคารที่ได้รับรางวัลด้านการพัฒนาเทคโนโลยีการเงิน เป็นธนาคารที่น่าเชื่อถือมากที่สุด จัดอันดับโดย The Economic Times Brand Equity

ล่าสุด ได้รับตำแหน่งธนาคารพาณิชย์ที่ดีที่สุด โดยการจัดอันดับของ FE Best Banks Awards 2562-2563

  1. Larsen & Toubro (อุตสาหกรรม)

ปีงบประมาณ 2564 

  • รายได้ 1,393,264 ล้านรูปี (-5.75%)
  • กำไร 115,829 ล้านรูปี (+21.30%)

บริษัทวิศวกรรมการผลิต การก่อสร้าง เทคโนโลยี และการบริการด้านการเงิน  1 ในบริษัทที่ใหญ่ที่สุด และน่าเชื่อถือที่สุดของอินเดีย ด้วยประวัติความเป็นมากกว่า 80 ปี ก่อตั้งโดย 2 วิศวกร ชาวเดนมาร์ก Henning Holck-Larsen และ Soren Kristian Toubro

มีบริษัทในเครือมากมาย หลักๆ เน้นไปที่สายการผลิต การก่อสร้าง และวิศวกรรม เช่น L&T Construction บริษัทในเครือที่ติดท็อปบริษัทก่อสร้างระดับโลก 

L&T เป็น 1 ในผู้นำเทคโนโลยีด้านการบินและอวกาศที่ใหญ่ที่สุดในอินเดีย ธุรกิจด้านอวกาศของ L&T ร่วมงานกับ ISRO (Indian Space Research Organisation) ในโครงการ Chandrayaan-2 และ Mars Orbiter Mission

ปี 2564 L&T เป็น 1 ใน 4 บริษัทชั้นนำของอินเดีย จัดอันดับโดย Linkedln 

  1. HCL Technologies (เทคโนโลยีสารสนเทศ) 

ปีงบประมาณ 2564 

  • รายได้ 744,825 ล้านรูปี (-0.49%)
  • กำไร 123,032 ล้านรูปี (+5.11%)

บริษัทด้าน IT ที่มีชื่อเสียงระดับโลก ให้คำปรึกษาด้านเทคโนโลยี เพื่อให้ธุรกิจอยู่รอดต่อไปในยุคดิจิทัล มีสำนักงานมากกว่า 50 ประเทศ โดยมีจุดเริ่มต้นจาก HCL Enterprise ตั้งแต่ปี 2519 สินค้าและบริการของ HCL ถูกพัฒนามามากกว่า 40 ปี 

HCL มีธุรกิจ 3 ด้าน คือ ธุรกิจด้านไอทีวิศวกรรม (ITBS) การวิจัยและพัฒนา (ERS) และผลิตภัณฑ์และแพลตฟอร์ม (P&P) ซึ่งในแต่ละด้านก็มีผลิตภัณฑ์และบริการแยกย่อยอีกมากมาย 

1 ในบริษัทย่อยอย่าง HCL America เป็นบริษัทด้าน IT ที่ได้รับการยกย่องให้เป็น Great Place to Work ในปี 2564 และกว่า 78% ของพนักงานในสหรัฐฯ ยกให้เป็นบริษัทที่น่าทำงานด้วยที่สุด ซึ่งได้คะแนนสูงกว่าค่าเฉลี่ยของบริษัทสัญชาติอเมริกันอื่น ๆ 

ล่าสุดบริษัทได้ร่วมมือกับ Google Cloud ตั้งธุรกิจร่วมกันในการให้บริการคลาวด์กับองค์กรในหลายๆ รูปแบบอีกด้วย

  1. State Bank of India (การเงิน) 

ปีงบประมาณ 2564 

  • รายได้ 1,747,093 ล้านรูปี (+16.51%)
  • กำไร 224,055 ล้านรูปี (+13.34%)

SBI เป็นสถาบันการเงินระดับนานาชาติ อยู่ใน Top 50 ของสถาบันการเงินที่ใหญ่ที่สุดในโลก ด้วยประวัติอันยาวนานถึง 200 ปี ถือเป็นบริษัทที่คนอินเดียเชื่อถืออย่างเหนียวแน่น มีสาขามากถึง 24,000 สาขาในอินเดีย และ 191 สาขาใน 36 ประเทศทั่วโลก 

เป็นสถาบันการเงินเอกชนที่มีส่วนแบ่งตลาดใหญ่ที่สุดในอินเดีย ถึง 23% และอยู่ในอันดับที่ 221 บริษัทที่ใหญ่ที่สุดในโลกประจำปี 2563 โดยการจัดอันดับ Fortune Global 500 ในปี 2564 SBI เป็นบริษัทที่มีจำนวนพนักงานมากที่สุดติด Top 5 ของอินเดีย หรือ 1 ในบริษัทที่มีพนักงานมากกว่า 240,000 คน 

SBI ประสบความสำเร็จในธุรกิจหลายหลายประเภท ไม่ว่าจะเป็นด้านประกันภัย ประกันชีวิต และกองทุนรวม

เดือนมิถุนายนที่ผ่านมา SBI เตรียมลงทุนใน Cashfree แพลตฟอร์มรับชำระเงิน ซึ่งเป็นการตอกย้ำถึงวิสัยทัศน์ในอนาคตเกี่ยวกับการชำระเงินแบบดิจิทัล ซึ่ง Cashfree เป็นผู้นำด้านนวัตกรรมการชำระเงินที่ช่วยให้ธุรกิจที่กำลังเติบโตกว่า 100,000 แห่งในอินเดียและทั่วโลก 

  1. Power Grid Corporation of India (สาธารณูปโภค)

ปีงบประมาณ 2564 

  • รายได้ 396,398 ล้านรูปี (+5.02%)
  • กำไร 120,365 ล้านรูปี (+8.83%)

บริษัทโครงข่ายผลิตและจ่ายไฟฟ้า เป็นรัฐวิสาหกิจของกระทรวงพลังงานอินเดีย ก่อตั้งขึ้นในปี 2532 รัฐบาลอินเดียมีหุ้นอยู่ 51.34% มีความต้องการให้ธุรกิจเติบโตไปในระดับโลก เป็นผู้นำที่โดดเด่นในตลาดเกิดใหม่ มีความน่าเชื่อถือ ความมั่นคง เป็นบริษัทที่อยู่ทั้ง 2 ตลาดหุ้น ทั้ง NSE และ BSE

Power Grid ผลิตพลังงานไฟฟ้ามากกว่า 50% ในอินเดีย และครอบคลุมกว่า 90% ของระบบส่งกำลังไฟฟ้าระหว่างส่วนกลางและภูมิภาคของประเทศ 

นอกจากนี้ยังมีบริษัท Powertel ให้บริการด้านการสื่อสารโทรคมนาคมและให้คำปรึกษา ทั้งในประเทศและต่างประเทศกว่า 21 ประเทศ Powertel เป็นบริษัทในเครือที่ดำเนินงานอยู่กว่า 688 แห่งทั่วอินเดีย 

ในช่วงปี 2562-2563 บริษัทได้รับรางวัล National CSR Award ในด้าน Corporate Award for Excellence in CSR และ CBIP Award 2020 for Best Performing Power Transmission Utility 

  1. NTPC (สาธารณูปโภค)

ปีงบประมาณ 2564 

  • รายได้ 1,115,312 ล้านรูปี (+1.89%)
  • กำไร 146,346 ล้านรูปี (+26.16%)

ชื่อเดิมคือ National Thermal Power Corporation บริษัทสาธารณูปโภคไฟฟ้า เป็นรัฐวิสาหกิจของรัฐบาลอินเดีย ธุรกิจหลักของ NTPC คือการผลิตและการขายไฟฟ้าให้กับบริษัทจําหน่ายไฟฟ้าของรัฐ เป็นบริษัทผลิตไฟฟ้าที่ใหญ่ที่สุดในอินเดีย 

นอกจากนี้ NTPC ยังให้คำปรึกษาโครงการงานด้านวิศวกรรม การก่อสร้าง และการดำเนินงานการจัดการโรงไฟฟ้า มีธุรกิจอยู่กว่า 70 แห่งทั่วอินเดีย มีธุรกิจในศรีลังกาและบังกลาเทศด้วย 

ในปี 2563 NTPC ติด 1 ใน 10 ของ Maharatna CPSEs รัฐวิสาหกิจรายใหญ่ของอินเดีย และเป็นเบอร์ 2 ผู้ผลิตไฟฟ้าแบบ IPP (Independent Power Producer) จากกว่า 250 บริษัทผู้ผลิตไฟฟ้าทั่วโลก 

นี่คือ 10 บริษัทที่ EPI คัดเลือกเข้ามาจัดพอร์ตใน ​ETF จะเห็นได้ว่า เป็นบริษัทขนาดใหญ่ มีการดำเนินธุรกิจในอินเดียและต่างประเทศ หลายๆ บริษัทที่เป็นรัฐวิสาหกิจที่มีความแข็งแกร่งและน่าเชื่อถือ สะท้อนออกมาจากงบการเงินที่เติบโตได้ดี 

อ่านมาถึงตรงนี่ ไม่ว่ามุมมองด้านเศรษฐกิจมหภาค (เศรษฐกิจและตลาดหุ้น) และจุลภาค (คุณภาพกิจการ) ของอินเดีย คุณเชื่อมั่นในสินทรัพย์อย่าง EPI หรือไม่ มองเห็นช่องว่างในการเติบโตในระยะยาวหรือไม่ หากคำตอบคือใช่ กองทุนส่วนบุคคล Thematic อาจจะเป็นโอกาสจัดพอร์ตลงทุนให้คุณได้ 

ด้วยเงินลงทุนเริ่มต้น 100,000 บาท สามารถเลือกธีมที่ชื่นชอบได้ถึง 5 ธีม เพื่อกระจายความเสี่ยงในพอร์ต คุณสามารถจัดพอร์ตเลือกตลาดหุ้นรายประเทศ เช่น ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ตลาดหุ้นจีน ตลาดหุ้นอินเดีย ตลาดหุ้นเวียดนาม หรือจะเลือกตามธุรกิจที่สนใจ เช่น ฟินเทค คลาวด์ อีคอมเมิร์ซ จีโนมิกส์ หรือเทคโนโลยีท่องเที่ยว 

หากมั่นใจในตลาดหุ้นอินเดีย คุณสามารถลงทุนธีมเดียวได้ เพียงแต่ต้องรับความเสี่ยงสูงได้ด้วย เพราะไม่ได้กระจายความเสี่ยงในธีมอื่นๆ และระบบของ Jitta Wealth จะไม่ได้ปรับพอร์ตอัตโนมัติให้ หากลงทุนเพียง 1 ธีม

คุณสามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่  https://jittawealth.com/thematic/MARKET-INDIA หรือสอบถามเจ้าหน้าที่แนะนำการลงทุนได้ที่ Line ID: @JittaWealth 


กองทุนส่วนบุคคล Jitta Wealth บริหารจัดการโดย บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน จิตตะ เวลธ์ จำกัด ซึ่งเป็น WealthTech แห่งแรกของไทยที่ได้รับใบอนุญาตจากกระทรวงการคลัง กำกับโดยสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ ใบอนุญาตเลขที่ ลค-0105-01

ผลตอบแทนในอดีต ไม่สามารถการันตีผลตอบแทนในอนาคต การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจนโยบายการลงทุน เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน การลงทุนต่างประเทศอาจมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน


อ้างอิง


อ่านบทความที่เกี่ยวข้อง

4 เหตุผลที่ควรมี ‘ตลาดหุ้นอินเดีย’ ติดพอร์ต

ลงทุน ‘หุ้นจีน’ กองไหนดี? สรุป-เปรียบเทียบทุกทางเลือก ‘หุ้นจีน’ ของ Jitta Wealth

ETF เวียดนาม ลงทุนอะไรบ้าง?

บริษัท หลักทรัพย์จัดการกองทุนจิตตะ เวลธ์ จำกัด
1111/9-10 ถนนลาดพร้าว แขวงจันทรเกษม เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร 10900



สงวนลิขสิทธิ์ © 2021 บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนจิตตะ เวลธ์ จำกัด
เนื้อหาทั้งหมดบนเว็บไซต์นี้จัดทำขึ้นโดยบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนจิตตะ เวลธ์ จำกัด (“Jitta Wealth”) ผู้บริหารจัดการบัญชีกองทุนส่วนบุคคล Jitta Wealth ที่ได้รับใบอนุญาตบริหารจัดการกองทุนประเภท ค เลขที่ ลค-0105-01 และดำเนินการภายใต้การกำกับ ดูแลของ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) Jitta Wealth ให้บริการกองทุนส่วนบุคคลสำหรับผู้ลงทุนรายย่อย ที่ต้องการนำเงินมาลงทุนในตลาดทุน โดยใช้เทคโนโลยี AI วิเคราะห์หุ้นและกลยุทธ์การลงทุนที่จัดทำโดยบริษัทจิตตะ ดอท คอม จำกัด (“Jitta.com”) บริหารจัดการให้แบบอัตโนมัติ เพื่อผลตอบแทนระยะยาวที่สูงกว่าดัชนีตลาด การลงทุนมีความเสี่ยง ไม่ว่าจะเป็นการสูญเสียกำไรหรือเงินต้น กลยุทธ์การลงทุนของ Jitta Wealth ใช้ข้อมูลวิเคราะห์หุ้นของ Jitta.com ซึ่งคิดคำนวณจากข้อมูล ในอดีต อัตราผลตอบแทนที่ปรากฏบนเว็บไซต์นี้เป็นสมมุติฐานทางสถิติจากข้อมูลที่มี เพื่อใช้ประกอบการอธิบายรายละเอียดบริการเท่านั้น ไม่สามารถใช้รับประกันผลตอบแทนในอนาคตได้ สถานการณ์ในโลกที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะแง่บวกหรือแง่ลบ สามารถส่งผลกระทบ ต่อทั้งอุตสาหกรรมหรือกลุ่มธุรกิจ และอาจทำให้พอร์ตหุ้นที่มีการกระจายความเสี่ยงค่อนข้างมากแล้ว ประสบความผันผวนด้านราคาได้ Jitta Wealth ได้รับอนุญาตให้บริหารจัดการกองทุนเพื่อช่วยผู้ลงทุนบรรลุเป้าหมายด้านการเงินผ่านการ ลงทุนในสินทรัพย์ประเภท หุ้นโดยไม่มีเจตนาแนะนำความเหมาะสมของกลยุทธ์การลงทุนใดๆ แก่ผู้ลงทุน ผู้ลงทุนควรคำนึงถึงเป้าหมายการลงทุนส่วนตัว และค่าธรรมเนียมต่างๆ ของ Jitta Wealth ก่อนลงทุน
“Jitta Wealth” เป็นเครื่องหมายการค้าของบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนจิตตะ เวลธ์ จำกัด