‘Cloud Computing’ เมกะเทรนด์ที่กำลังดิสรัปผู้คนทั่วโลก

5 พฤศจิกายน 2564DIYJitta WealthOptimizeThematic

หากคุณนึกไม่ออกว่า ‘Cloud Computing’ นั้นมีอิทธิพลต่อโลกปัจจุบันอย่างไรบ้าง 

ลองจินตนาการดูว่า คุณกำลังนั่งทำงานในออฟฟิศในวันที่วุ่นวายสุดๆ เจ้านายของคุณก็ต้องการงานจากคุณภายใน 30 นาทีนี้ แต่แล้วหน้าจอคอมพิวเตอร์ของคุณก็ปรากฎข้อความว่า 

Reconnecting…

Error…

การเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตหยุดชะงักลง คุณไม่สามารถดึงข้อมูลที่จะใช้ทำงานส่งเจ้านายออกมาได้ เพียงเท่านี้ก็สร้างความว้าวุ่นใจให้กับคุณแล้ว 

และเพียงไม่กี่นาทีที่ระบบรวนนั้น สามารถสร้างความเสียหายอย่างมหาศาลให้กับธุรกิจ ผลกระทบเพียงเสี้ยวนาที…อาจจะมากกว่าที่คุณคิดหรือจินตนาการได้ 

นี่คืออิทธิพลของ ‘Cloud Computing’ ที่กำลังแทรกซึมอยู่ในการใช้งานอินเทอร์เน็ตของผู้คนทั่วโลก 

‘Cloud Computing’ คืออะไร 

‘Cloud Computing’ เปรียบเสมือนก้อนเมฆก้อนหนึ่งที่คุณสามารถเก็บข้อมูลต่างๆ ไว้ในนั้น โดยที่คุณสามารถค้นหาและดึงออกมาใช้เมื่อไร และที่ไหนก็ได้ ขอเพียงแค่คุณใช้อินเทอร์เน็ต 

ตัวอย่างใกล้ตัวคุณที่สุด เช่น เมื่อคุณถ่ายรูปในสมาร์ตโฟน ระบบปฏิบัติการโทรศัพท์จะสำรองไฟล์รูปนั้นเอาไว้ในก้อนเมฆที่เรียกว่า ระบบคลาวด์ ต่อให้โทรศัพท์คุณหาย คุณสามารถดึงข้อมูลกลับมาได้ หรือคุณต้องการเรียกดูรูปจากอุปกรณ์อื่นๆ สามารถทำได้อย่างง่ายดาย 

ระบบคลาวด์กำลังดิสรัปหน่วยความจำอย่าง ฮาร์ดดิสก์และแฟลชไดรฟ์ เพราะคุณไม่มีความจำเป็นต้องพกพาอุปกรณ์เหล่านี้เลย

แม้กระทั่งข้อมูลขององค์กรต่างๆ ขอเพียงมีระบบคลาวด์ ก็สามารถดึงมาใช้งานผ่านอินเตอร์เน็ต ไม่ว่าจะอยู่มุมไหนของสำนักงาน รวมไปถึงการทำงานจากที่บ้าน

แต่บทบาทของ Cloud Computing มีมากกว่าการจัดเก็บข้อมูล… 

โดยคำจำกัดความของ Cloud Computing คือ เทคโนโลยีที่ให้เช่า ใช้ระบบคอมพิวเตอร์ หรือทรัพยากรด้านคอมพิวเตอร์ ครอบคลุมทั้งซอฟต์แวร์และฮาร์ดแวร์ ซึ่งสามารถเอามาใช้งานในการประมวลผล การจัดเก็บข้อมูล และระบบออนไลน์ที่เกี่ยวข้อง 

ในยุคที่ข้อมูลมหาศาลไหลเวียนอยู่บนเครือข่ายอินเทอร์เน็ต หรือที่เรียกว่า Big Data บริษัททั่วโลกจึงเริ่มมาลงทุนกับระบบคลาวด์เพื่อข้อมูลต่างๆ ในองค์กร โดยที่ไม่จำเป็นต้องลงทุนซื้อเครื่องเซิร์ฟเวอร์มาตั้งให้วุ่นวาย เพราะคลาวด์สามารถจัดเก็บข้อมูลได้ สามารถเพิ่มหรือลดการประมวลผล 

ที่สำคัญ คือ ราคาถูกกว่าลงทุนทำโครงสร้างพื้นฐานระบบ IT เอง ทำให้ ‘Cloud Computing’ เข้ามามีบทบาทสำคัญในระดับส่วนบุคคล บริษัท องค์กร และประเทศ

หากคุณอยากทำความรู้จักอุตสาหกรรมคลาวด์ รูปแบบธุรกิจ และการให้บริการต่างๆ สามารถศึกษาเพิ่มเติมได้ที่ ทุกเรื่องที่ควรรู้ ก่อนลงทุนในธุรกิจ Cloud Computing 

Covid-19 ดัน ‘Cloud Computing’ เติบโต

การแพร่ระบาดของ Covid-19 ทำให้หลายๆ ประเทศทั่วโลกต้องใช้มาตรการล็อกดาวน์ จึงเป็นตัวเร่งให้เกิดเทรนด์ใหม่ ชีวิตประจำวันที่เปลี่ยนแปลงไป ไม่ว่าจะเป็นการทำงาน การประชุมและการเรียน ล้วนต้องทำจากที่บ้าน ในเมื่อออกไปใช้ชีวิตข้างนอกปกติ เทรนด์การซื้อของออนไลน์และการเสพความบันเทิงออนไลน์จากบ้าน จึงเติบโตอย่างมีนัยสำคัญ

สิ่งที่ตามมาอิทธิพลเทคโนโลยีด้านต่างๆ อย่างอีคอมเมิร์ซ (ลดการเดินห้าง) ฟินเทค (ลดการใช้เงินสด) และคลาวด์ (ลดการเดินทางออกไปทำงานหรือเรียน รวมไปถึงสตรีมมิงเพลง ซีรี่ส์ และภาพยนตร์) นอกจากนี้ยังทำให้ปริมาณการใช้อินเทอร์เน็ตเพิ่มขึ้น ทุกอย่างที่กล่าวมานี้ ล้วนมี ‘Cloud Computing’ อยู่เบื้องหลังทั้งสิ้น

ในมุมธุรกิจ ‘Cloud Computing’ ก็มีประโยชน์และอำนวยความสะดวกการใช้เทคโนโลยีมากมาย เพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน และเร่งการเติบโตของธุรกิจได้ด้วย ตัวอย่างเช่น 

  • การทำงานร่วมกันแบบเรียลไทม์ : ระบบคลาวด์จะทำให้เราสามารถอัปเดตข้อมูลต่างๆ ในแพลตฟอร์มหรือแอปพลิเคชันที่ใช้ในการทำงานแบบเรียลไทม์ ซึ่งเป็นผลดีต่อการทำงานร่วมกัน มีความถูกต้องแม่นยำสำหรับผู้ใช้งานทุกคน เช่น การใช้แพลตฟอร์มแชร์เอกสารร่วมกันใน Google Docs และ Microsoft Word ที่ไม่ว่าใครจะแก้ไขตรงไหนของเอกสาร สามารถเข้าไปดูได้แบบเรียลไทม์ ขนาดที่คนๆ นั้นลงมือพิมพ์ทีละตัวได้เลย 
  • การปรับเปลี่ยนขนาดของพื้นที่ได้ตามความต้องการ มีความยืดหยุ่นสูง : ระบบคลาวด์เป็นระบบที่มีความยืดหยุ่นสูง สามารถปรับเปลี่ยนพื้นที่การจัดเก็บข้อมูลของบริษัทได้ตามความต้องการ จ่ายค่าบริการตามการใช้งานจริง เช่น การจ่ายรายเดือนของบริการคลาวด์บนแพลตฟอร์มของ Apple ที่คุณสามารถซื้อบริการเพิ่มพื้นที่การจัดเก็บข้อมูลได้ตลอดเวลา ในแง่ธุรกิจ บริษัทสามารถเพิ่มและลดพื้นที่ของการซื้อบริการคลาวด์ได้เช่นเดียวกัน ทำให้ค่าใช้จ่ายออกมาตามจริง เท่าที่จำเป็นต่อการใช้งาน 
  • การทำงานทางไกล : พนักงานสามารถเข้าถึงข้อมูลของบริษัทได้ทุกที่ตราบใดที่ยังสามารถเข้าถึงอินเทอร์เน็ตได้ ซึ่งเป็นเทรนด์ Remote Working มีประโยชน์ต่อการขยายธุรกิจไปในหลายๆ ที่ หรือขยายสาขาให้ธุรกิจเติบโตได้เร็วขึ้น การทำงานสะดวกสบายมากขึ้น ข้อจำกัดด้านพื้นที่สำนักงานน้อยลง เพราะสามารถทำงานจากที่ไหนก็ได้ 
  • ความปลอดภัยสูง : ผู้ให้บริการคลาวด์จะพัฒนาและตรวจสอบความปลอดภัยในระบบอย่างสม่ำเสมอ ทำให้องค์กรที่ใช้บริการคลาวด์มั่นใจได้ว่า ข้อมูลของบริษัทที่เก็บไว้จะปลอดภัย ไม่ถูกโจรกรรมทางไซเบอร์ได้ง่ายๆ
  • การกู้คืนและการจัดการข้อมูลที่ดีเยี่ยม : ระบบคลาวด์จะบันทึกและอัปเดตข้อมูลล่าสุดอยู่เสมอ และจะจัดเก็บข้อมูลเอาไว้ เป็นการสำรองข้อมูลทางธุรกิจที่ปลอดภัย ลดความเสียหายของธุรกิจได้ เช่น ในอดีตถ้าคุณลืมกดบันทึกข้อมูลเวลาเราพิมพ์เอกสาร แล้วมีความผิดพลาดทางเทคนิคเกิดขึ้น โอกาสที่ไฟล์เอกสารนั้นจะหายไปหรือไม่ครบด้วย ก็มีสูงกว่าการใช้แพลตฟอร์มที่จัดเก็บข้อมูลแบบเรียลไทม์ 

จะเห็นได้ว่า Cloud Computing กำลังสร้างความเปลี่ยนแปลงและมีอิทธิพลสูง ที่แต่ละธุรกิจต้องเรียนรู้ ยอมรับ และปรับตัว หรือที่เรียกกันว่า Digital Business Transformation และ Digital Disruption ในยุคนี้นั่นเอง

นี่คือ ‘เมกะเทรนด์’ ของ Cloud Computing ที่ธุรกิจต่างๆ ต้องปรับตัว เพื่อเอาเทคโนโลยีเหล่านี้มาช่วยอำนวยความสะดวก เพิ่มแรงขับเคลื่อนให้กับธุรกิจเดินหน้าต่อไป ทำให้ความต้องการใช้ระบบคลาวด์มีการเติบโตที่น่าสนใจ

การเติบโตของ ‘Cloud Computing’

‘Cloud Computing’ เป็นอุตสาหกรรมที่กำลังขยายตัวอย่างรวดเร็ว เพราะกลุ่มผู้ใช้งานระบบคลาวด์กำลังเป็นตลาดที่ใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ ไม่ว่าจะเป็นผู้ใช้งานในระดับนักพัฒนาซอฟต์แวร์ ผู้วางระบบ IT ผู้ให้บริการเทเลคอม พนักงานในองค์กร บริษัททุกขนาด และบุคคลทั่วไป เรียกได้ว่า เป็นอุตสาหกรรมที่เข้าไปมีความสำคัญในชีวิตผู้คนทั่วโลกไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง ยิ่งในยุค New Normal ด้วยแล้ว ยิ่งไม่สามารถปฎิเสธระบบคลาวด์ออกไปจากชีวิตเราได้ 

ข้อมูลจาก Statista ระบุว่า ในปี 2561 มีผู้ใช้งานในระบบ Cloud Computing มากกว่า 3,600 ล้านคน นี่เป็นจำนวนคนเกือบครึ่งหนึ่งของประชากรโลกในช่วงก่อน Covid-19 คุณลองจินตนาการดูว่า เมื่อทั้งโลกเผชิญกับโลกระบาด จำนวนผู้ใช้งานต้องขยายตัวอีกมาก

จากการศึกษาของ PWC ในไตรมาสแรกของปี 2563 การใช้จ่ายในอุตสาหกรรม Cloud Computing ทั่วโลกอยู่ที่ 29,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 38% เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปี 2562 

บริษัทวิจัย Markets and Markets รายงานว่า ในปี 2563 มูลค่าตลาด Cloud Computing ทั่วโลกประมาณ 371,400 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และคาดการณ์ว่า ธุรกิจ Cloud Computing จะเติบโตปีละ 17.5% คาดการณ์ว่าในปี 2568 มูลค่าธุรกิจจะเติบโตสูงถึง 832,100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ 

จากการสำรวจของ Flexera บอกว่า Covid-19 ผลักดันให้สถิติการใช้งานระบบคลาวด์เปลี่ยนแปลงไปกว่า 50% โดยรูปแบบการใช้งานแบบ Platform-as-a-Service (PaaS) มีการเติบโตเร็วที่สุด มีการคาดการณ์ว่าในปี 2564 จะเติบโตอย่างมีนัยสำคัญกว่า 56% 

นอกจากนี้ การใช้งานแบบ Software-as-a-Service (SaaS) จากการศึกษาของ Insivia คาดว่า มีการใช้จ่ายในบริการแบบ SaaS สูงถึง 4,160 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยเฉพาะองค์กรและบริษัทจากทุกมุมโลก

การปรับตัวหันมาใช้ระบบคลาวด์ในองค์กรจะเพิ่มสูงขึ้น เพราะองค์กรต่างๆ รู้ดีว่า การใช้เทคโนโลยีคลาวด์สามารถช่วยลดต้นทุนของบริษัทได้มากกว่า แถมการจัดเก็บข้อมูลของบริษัทในคลาวด์ยังมีความน่าเชื่อถือและปลอดภัยสูง จากสถิติระบุว่า บริษัทต่างๆ เริ่มมีการจัดเก็บข้อมูลของบริษัทไว้บนคลาวด์มากถึง 83% 

ตามข้อมูลของ Fortune Business Insights คาดว่า มูลค่าตลาดของธุรกิจ Cloud Computing ทั่วโลกจะก้าวไปสู่ที่สูงถึง 791,480 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2571 จากที่ประเมินไว้ว่า ตลาด Cloud Computing จะแตะระดับ 250,400 ล้านดอลลาร์ในปี 2564 โดยรวมมูลค่าจาก SaaS PaaS และ IaaS (Infrastructure-as-a-Service) 

Jitta Wealth

ชี้เป้าโอกาสการลงทุนใน ‘Cloud Computing’

หากคุณมองเห็นเทรนด์ Digital Business Transformation และ Digital Disruption นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมมนุษย์และธุรกิจทุกๆ ด้าน สู่ดิจิทัลแพลตฟอร์ม คุณจะเห็นภาพชัดเจนขึ้นว่า Cloud Computing จะเปลี่ยนแปลงโลกใบนี้ได้อย่างไรบ้าง 

Jitta Wealth มีกองทุนส่วนบุคคล Thematic ธีม Cloud Computing ที่ลงทุนใน WisdomTree Cloud Computing Fund (WCLD) เป็น ETF (Exchange Traded Fund) ที่ลงทุนในบริษัทที่ให้บริการระบบคลาวด์ทุกรูปแบบครอบคลุม SaaS PaaS และ IaaS จากทั่วโลก 

มากกว่า 90% ใน WCLD ลงทุนในหุ้นผู้ให้บริการคลาวด์สัญชาติอเมริกัน เช่น บริษัท Cloudflare บริษัท Crowdstrike Holdings บริษัท Blackline บริษัท Workiva บริษัท Domo และบริษัท Zendesk ที่เหลือเป็นบริษัทจากออสเตรเลีย (Atlassian Corporation) แคนาดา (Shopify) และอิสราเอล (Wix.com)

ผลตอบแทนในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2564 อยู่ที่ 7.55% ส่วนผลตอบแทนรวมนับตั้งแต่จัดตั้ง จนถึงสิ้นเดือนกันยายน อยู่ที่ 129.73%

หากคุณมั่นใจในศักยภาพของเมกะเทรนด์โลกอย่าง Cloud Computing คุณสามารถเลือกจัดพอร์ตได้เองผ่าน Thematic DIY โดยจัดพอร์ตกับธีมอื่นๆ ที่เป็นเมกะเทรนด์และตลาดหุ้นอนาคตไกลได้สูงสุดถึง 5 ธีม ไม่ว่าจะเป็นอีคอมเมิร์ซ ฟินเทค หุ่นยนต์และ AI เกมและอีสปอร์ต หรือตลาดหุ้นอินเดีย 

แต่ถ้าคุณไม่มั่นใจในการเลือกธีมหรือจัดพอร์ตลงทุนด้วยตัวเอง คุณวางใจให้ AI เลือกธีมให้ ผ่าน Thematic Optimize เป็นอีกทางเลือก ให้คุณลงทุนในธีมเมกะเทรนด์ได้ง่ายขึ้น ลองเข้ามาศึกษาหลักการลงทุนได้ที่เว็บไซต์ หรือสอบถามเจ้าหน้าที่แนะนำการลงทุนได้ทาง Line ID: @JittaWealth


อ้างอิง 

  1. 14 Best Cloud Computing Stocks To Invest In https://finance.yahoo.com/news/14-best-cloud-computing-stocks-162947259.html
  2. Cloud Computing Market 2021 https://www.datamation.com/cloud/cloud-computing-market/
  3. 37 Heavenly Cloud Computing Statistics for 2021 https://techjury.net/blog/cloud-computing-statistics/#gref
  4. ทุกเรื่องควรรู้ ก่อนลงทุนในธุรกิจ Cloud Computing https://library.jitta.com/th/blogs/cloud-computing-thematic-etf-th
บริษัท หลักทรัพย์จัดการกองทุนจิตตะ เวลธ์ จำกัด
1111/9-10 ถนนลาดพร้าว แขวงจันทรเกษม เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร 10900



สงวนลิขสิทธิ์ © 2021 บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนจิตตะ เวลธ์ จำกัด
เนื้อหาทั้งหมดบนเว็บไซต์นี้จัดทำขึ้นโดยบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนจิตตะ เวลธ์ จำกัด (“Jitta Wealth”) ผู้บริหารจัดการบัญชีกองทุนส่วนบุคคล Jitta Wealth ที่ได้รับใบอนุญาตบริหารจัดการกองทุนประเภท ค เลขที่ ลค-0105-01 และดำเนินการภายใต้การกำกับ ดูแลของ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) Jitta Wealth ให้บริการกองทุนส่วนบุคคลสำหรับผู้ลงทุนรายย่อย ที่ต้องการนำเงินมาลงทุนในตลาดทุน โดยใช้เทคโนโลยี AI วิเคราะห์หุ้นและกลยุทธ์การลงทุนที่จัดทำโดยบริษัทจิตตะ ดอท คอม จำกัด (“Jitta.com”) บริหารจัดการให้แบบอัตโนมัติ เพื่อผลตอบแทนระยะยาวที่สูงกว่าดัชนีตลาด การลงทุนมีความเสี่ยง ไม่ว่าจะเป็นการสูญเสียกำไรหรือเงินต้น กลยุทธ์การลงทุนของ Jitta Wealth ใช้ข้อมูลวิเคราะห์หุ้นของ Jitta.com ซึ่งคิดคำนวณจากข้อมูล ในอดีต อัตราผลตอบแทนที่ปรากฏบนเว็บไซต์นี้เป็นสมมุติฐานทางสถิติจากข้อมูลที่มี เพื่อใช้ประกอบการอธิบายรายละเอียดบริการเท่านั้น ไม่สามารถใช้รับประกันผลตอบแทนในอนาคตได้ สถานการณ์ในโลกที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะแง่บวกหรือแง่ลบ สามารถส่งผลกระทบ ต่อทั้งอุตสาหกรรมหรือกลุ่มธุรกิจ และอาจทำให้พอร์ตหุ้นที่มีการกระจายความเสี่ยงค่อนข้างมากแล้ว ประสบความผันผวนด้านราคาได้ Jitta Wealth ได้รับอนุญาตให้บริหารจัดการกองทุนเพื่อช่วยผู้ลงทุนบรรลุเป้าหมายด้านการเงินผ่านการ ลงทุนในสินทรัพย์ประเภท หุ้นโดยไม่มีเจตนาแนะนำความเหมาะสมของกลยุทธ์การลงทุนใดๆ แก่ผู้ลงทุน ผู้ลงทุนควรคำนึงถึงเป้าหมายการลงทุนส่วนตัว และค่าธรรมเนียมต่างๆ ของ Jitta Wealth ก่อนลงทุน
“Jitta Wealth” เป็นเครื่องหมายการค้าของบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนจิตตะ เวลธ์ จำกัด