หุ้นเทคโนโลยี New High ยังโตได้อีกแค่ไหน

17 ธันวาคม 2563 ● STOCK DISCOVERY

เพิ่งจะ IPO มาได้ไม่กี่วัน Airbnb (ABNB) กลายเป็นหุ้น IPO (Initial Public Offering) ที่มีมูลค่าสูงสุดในตลาดหุ้นสหรัฐฯ สำหรับปี 2563 ไปแล้ว

แม้ว่าแพลตฟอร์มปล่อยเช่าระยะสั้นของ Airbnb จะเจ็บตัวจากวิกฤติ Covid-19 พอๆ กับธุรกิจเครือโรงแรมขนาดใหญ่ เพราะการท่องเที่ยวซบเซาทั่วโลก…

แต่นั่นไม่ได้ทำให้ความเชื่อมั่นของนักลงทุน ที่มีต่อแพลตฟอร์มปฏิวัติวงการท่องเที่ยวนี้ ลดน้อยลงไปเลย

ABNB เข้าเทรดวันแรกในตลาด Nasdaq วันที่ 10 ธ.ค. ด้วยราคา IPO ที่ 68 ดอลลาร์สหรัฐต่อหุ้น พอเปิดตลาด ราคาพุ่งไปถึง 163.93 ดอลลาร์สหรัฐ ปิดตลาดวันที่ 11 ธ.ค. ที่ 139.25 ดอลลาร์สหรัฐ

ตอนแรก Airbnb หวังระดมทุนจากการ IPO ไว้แค่ 3,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ 

เอาเข้าจริง มูลค่าบริษัทในช่วง 2 วันที่เทรดบนกระดาน Nasdaq ไต่ขึ้นไปถึง 83,190 ล้านดอลลาร์สหรัฐ รวมหลักทรัพย์เสนอขายอื่นๆ ภายใต้ IPO ครั้งนี้ ก็แตะ 100,700 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สูงกว่าที่ได้จากการระดมทุนส่วนตัวเมื่อเดือนเม.ย. กว่า 5 เท่า (1)

แรงไม่แพ้กันก็คือ Tesla ที่ราคาพุ่งขึ้นกว่า 630% จาก 83.67 ดอลลาร์สหรัฐเมื่อปลายปี 2562 มาอยู่ที่ 609.99 ดอลลาร์สหรัฐเมื่อวันที่ 11 ธ.ค.

มูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดเพิ่มจาก 75,700 ล้านดอลลาร์สหรัฐปลายปีที่แล้ว มาอยู่ที่ 578,210 ล้านดอลลาร์สหรัฐในช่วงเดียวกัน

ที่สำคัญคือ Tesla ถูกจัดว่า เป็นบริษัทผู้นำด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมด้วย เพราะยานยนต์ไฟฟ้า (Electric Vehicle – EV) ที่ Tesla ผลิตและขายอยู่นั้น กำลังเป็นเทรนด์ใหม่ที่จะเปลี่ยนโฉมอุตสาหกรรมรถยนต์ทั้งโลก

ตอนนี้ EV อาจจะไกลเกินเอื้อมด้วยราคาค่างวดของมัน แต่ในอีก 10 ปีข้างหน้า จำนวนรถ EV บนถนนทั่วโลก จะเพิ่มขึ้น เพราะค่ายรถชั้นนำสามารถพัฒนาและผลิต EV ได้ รวมทั้งนโยบายรัฐบาลหลายๆ ประเทศ กำลังจะแบนรถที่ใช้น้ำมันด้วย

เห็นได้ชัดว่า ‘บริษัทเทคโนโลยี’ มีอิทธิพลต่อการใช้ชีวิตของผู้คนทั่วโลก 

อย่าง ‘สมาร์ตโฟน’ ปัจจัยที่ 5 ที่ขาดไม่ได้ เดี๋ยวนี้ลืมหยิบกระเป๋าสตางค์ออกมาจากบ้าน อาจจะไม่เป็นไร แต่ถ้าลืมพกสมาร์ตโฟนออกมาจากบ้าน มีวกกลับไปเอาแน่นอน

เพราะ ‘สมาร์ตโฟน’ สามารถใช้ทำธุรกิจแทนเงินสด แถมยังถอนเงินจาก ATM ได้แล้ว

นี่คือ ตัวอย่างของคำว่า ‘Technology Breakthrough’ ความหมายในบริบทนี้คือ การพัฒนาของเทคโนโลยีที่อำนวยความสะดวกและมีบทบาทสำคัญต่อชีวิตมนุษย์

Technology Breakthrough ยังถูกจัดไว้ในหมวด 1 ใน 5 ‘Mega Trend’ – เมกะเทรนด์ จากมุมมองของ iShares ผู้ออกกองทุน ETF (Exchange Traded Fund) รายใหญ่ ที่มีมูลค่า AUM (Asset Under Management) มากที่สุดในโลก 

นอกจาก Technology Breakthrough นั่น มี Demographics & Social Change (การเปลี่ยนแปลงประชากรและสังคม) Rapid Urbanization (ชุมชนเมืองขยายตัวอย่างรวดเร็ว) Climate Change & Resource Scarcity (การเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศและทรัพยากรขาดแคลน) และ Emerging Global Wealth (กลุ่มคนมั่งคั่งกลุ่มใหม่ทั่วโลก)

iShares มองว่า โลกสมัยใหม่กำลังเปลี่ยนแปลงด้วยบทบาทของนวัตกรรม ซึ่งจะเปลี่ยนวิถีชีวิตและการทำงานของมนุษย์โลก ขณะที่เมกะเทรนด์ ก็มีบทบาทสำคัญในการเปลี่ยนวงโคจรของเศรษฐกิจโลก และสร้างนิยามโมเดลธุรกิจใหม่ที่จะถูกขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรมเช่นเดียวกัน (2)

ด้วยบทบาทของเทคโนโลยีนี้เอง ทำให้คนเราปัจุบันไม่สามารถขาดคอมพิวเตอร์ แล็ปท็อป สมาร์ตโฟน หรือแท็บเล็ต ขณะเดียวกันก็ไม่สามารถขาดเครือข่ายอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงได้ จึงเป็นที่มาของคำว่า Digital Lifestyle (วิถีชีวิตดิจิตอล) สู่ Digital Transformation (การเปลี่ยนรูปแบบด้วยบทบาทดิจิตอล)

Digital Disruption (การชะงักงันจากโลกดิจิตอล) ก็กำลังเปลี่ยนทุกอย่างบนโลกใบนี้ ไม่ว่าจะเป็นวิถีชีวิต สังคม วัฒนธรรม ธุรกิจ อุตสาหกรรม และเศรษฐกิจ ทั่วทุกมุมโลก ให้ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป

และนี่คือ โอกาสของ ‘หุ้นเทคโนโลยี’ ที่เป็นเทรนด์การลงทุนในยุค New Normal

Covid-19 แรงผลักดัน ‘หุ้นเทคโนโลยี’

ในภาวะปกติ เทคโนโลยีมีความสำคัญในทุกการเคลื่อนไหวที่เกิดขึ้นบนโลกใบนี้ เรียกได้ว่า ฝังตัวในทุกซอกทุกมุมของชีวิตมนุษย์เรา ธุรกิจ และอุตสาหกรรมต่างๆ  

แต่การแพร่ระบาดของ Covid-19 เป็นตัวเร่งที่ทำให้มนุษย์ทั่วโลก หันมาพึ่งพาเทคโนโลยีและมีวิถีชีวิตดิจิตอลมากขึ้น เพื่อลดการพบปะหรือเผชิญหน้า ตามเงื่อนไข Social Distancing – ระยะห่างทางสังคม

World Economic Forum ได้สรุป 10 เทคโนโลยีหลัง Covid-19 ที่จะมีอิทธิพลต่อชีวิตผู้คนบนโลกใบนี้มากขึ้น แม้โรคระบาดจะหมดไป เทคโนโลยีเหล่านี้จะไม่หายไปแน่นอน (3) 

1. ช็อปปิ้งออนไลน์

ในที่นี้คือบทบาทของ E-commerce ที่ตอบสนอง New Normal และ Social Distancing เพราะการล็อกดาวน์ ทำให้คนออกไปไหนไม่ได้ แต่ความจำเป็นต้องกิน ต้องใช้ ต้องซื้อยังมีอยู่ ช่องทางออนไลน์ จึงมีบทบาททันที และพอคลายล็อกดาวน์แล้ว ปริมาณการซื้อขายออนไลน์ก็ไม่ได้น้อยลง ธุรกิจที่เติบโตตามมาคือ การขนส่งพัสดุ การบริหารระบบโลจิสติกส์

หุ้นเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับช็อปปิ้งออนไลน์ ก็ยักษ์ใหญ่อย่าง Amazon Alibaba หรือ JD.com

2. การชำระเงินด้วยระบบดิจิตอล 

เพื่อลดการสัมผัสกับผู้อื่น หากจ่ายเงินสดหรือบัตรเครดิต การใช้แอปพลิเคชันหรือสแกน QR Code สำหรับโอนเงินและจ่ายเงิน มีบทบาทมากขึ้นทันที แม้เราจะมีการพูดถึง ‘สังคมไร้เงินสด’ หรือ ‘Cashless Society’ กันมานานแล้ว แต่มาเห็นได้ชัดว่า ผู้คนเริ่มใช้ Digital Payment กันมากขึ้นก็ตอน Covid-19 นี่เอง 

หุ้นที่เกี่ยวข้องกับการชำระเงินออนไลน์ ที่เรารู้จักกันดีอย่าง Paypal แม้กระทั่งยักษ์ใหญ่ระบบชำระเงินผ่านบัตรเครดิตและบัตรเดบิตอย่าง Visa และ Mastercard ยังโดดเข้ามาให้บริการ Digital Payment เลย

3. การทำงานทางไกล 

ในเมื่อเดินทางไปไหนไม่ได้ในช่วงล็อกดาวน์ บริษัทและองค์กรจำเป็นต้องให้พนักงานทำงานจากที่บ้าน หรือที่เราพูดมาตลอดว่า Work from Home มันคือเทรนด์ของการทำงานทางไกล หรือ Remote Work นั่นเอง

เมื่อทำงานจากที่ไหนก็ได้ การนำเทคโนโลยีต่างๆ มาใช้เพื่อติดต่อสื่อสารหรือทำงานร่วมกัน ไม่จะเป็นการจัดเก็บข้อมูลหรือไฟล์งานต่างๆ  ผ่านระบบคลาวด์ (Cloud Computing) รวมทั้งการประชุม พบปะ นัดหมาย ล้วนทำบนโลกออนไลน์ทั้งสิ้น

ผู้พัฒนาระบบเหล่านี้ เพื่ออำนวยความสะดวกเทรนด์ Remote Work ได้แก่ยักษ์ใหญ่อย่าง Microsoft หรือ Google  

4. การเรียนทางไกล

ก็คล้ายคลึงกับการทำงานทางไกล เพราะเด็กๆ ไม่สามารถเดินทางไปเรียนได้ การนำแพลตฟอร์มประชุมออนไลน์ จึงมีบทบาทมากขึ้นด้วยเช่นกัน เพื่ออำนวยความสะดวกและไม่ต้องเลื่อนการเรียนการสอนออกไป

หลายคนคงคุ้นเคยกับโปรแกรมหรือแอปพลิเคชัน Zoom ขนาดคลายล็อกดาวน์แล้ว คอร์สเรียนออนไลน์กลับเพิ่มขึ้น แถมมีราคาถูกกว่าการสอนแบบออฟไลน์ด้วย

5. การพบแพทย์ทางไกล

สามารถเรียกได้ทั้ง Telemedicine หรือ Telehealth จะเป็นบริการที่ได้รับความนิยมมากขึ้น เพื่อลดเวลาการเดินทางไปพบแพทย์ที่โรงพยาบาล และลดโอกาสการติดเชื้อจากผู้ป่วยรายอื่นๆ ด้วย

หุ้นในตลาดหุ้นสหรัฐฯ ที่ให้บริการด้านนี้ เช่น Teladoc 1Life Healthcare Humana และ CVS Health

6. ความบันเทิงออนไลน์

เมื่อต้องอยู่แต่บ้าน การรับชมสื่อต่างๆ ก็ต้องผ่านโลกออนไลน์เช่นกัน ที่เราเรียกกันคือ TV Streaming หรือ Music Streaming นั่นเอง ซึ่งก็ครอบคลุมทั้งรายการทีวีต่างๆ ซีรี่ส์ ภาพยนตร์ เพลง Podcast ต่างๆ 

Netflix คือ ทางเลือกแรกที่ทุกคนนึกถึง หรือ iQIYI ทีวีสตรีมมิงของจีน นอกจากนี้ยังมีผู้ให้บริการหลายราย เช่น LiveXLive Media ถ้าเป็นเพลงหรือ Podcast ก็ต้องเป็นยักษ์ใหญ่อย่าง Spotify 

นอกจากนี้ Google ก็มี Youtube หรือ Amazon ก็มี Amazon Prime ไม่เพียงเท่านั้นค่ายหนัง ค่ายทีวีก็โดดมาในกระแสสตรีมมิงด้วย Disney Comcast หรือ ViacomCBS

7. การบริหารห่วงโซ่อุปทาน

ที่เราเรียกกันว่า Supply Chain ในภาคธุรกิจและอุตสาหกรรม ที่มีความจำเป็นต้องใช้ Big Data ระบบคลาวด์ Internet of Things และ Blockchain ต่างๆ มาเพื่อบริหารการผลิต คลังสินค้า การขนส่งโลจิสติกส์ต่างๆ พูดถึงกันบ่อยๆ คือ Industry 4.0 นั่นเอง

ตัวอย่างหุ้นต้องพัฒนาระบบ Supply Chain อยู่ตลอดเวลาเช่น บริการขนส่งพัสดุ UPS FedEX หรือผู้พัฒนาซอฟต์แวร์สนับสนุนบริษัทหรือองค์กรอย่าง Oracle หรือ SAP  

8. การพิมพ์ 3 มิติ

หรือ 3D Printing เป็นกระบวนการที่ทำให้กระบวนการพิมพ์สามารถทำได้หลายรูปแบบ มีความยืดหยุ่นสูง ไม่จำเป็นต้องใช้จำนวนมาวัดความคุ้มค่าหรือต้นทุน นอกจากนี้สามารถพิมพ์ออกมาเป็นรูปทรงที่ต้องการได้เลย และมีความแม่นยำสูงมาก

หุ้นที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมนี้ ได้แก่ 3-D Systems Proto Labs และ Faro Technologies

9. หุ่นยนต์และโดรน 

บทบาทของหุ่นยนต์และโดรนสามารถแทรกซึมได้ในทุกอุตสาหกรรม ไม่ว่าจะเป็นโรงงาน บริษัท คลังสินค้า โรงพยาบาล หรือธนาคาร เนื่องจากพวกมันสามารถทำหน้าที่แทนมนุษย์ได้ ใช้ทำงานในพื้นที่เสี่ยง ใช้ส่งของหรือสินค้า และใช้เป็นแรงงาน ดังนั้นหากองค์กรหรือบริษัทสามารถลงทุนกับหุ่นยนต์หรือโดรนได้ จะสามารถลดต้นทุนองค์กรได้ในระยะยาว

หุ้นที่อยู่ในกลุ่มพัฒนาหุ่นยนต์ ระบบออโตเมชันจะอยู่ในกลุ่มนี้ด้วย เช่น ABB Cadence Design Systems iRobot Brooks Automation และ Hollysys Automation Technologies

หุ้นที่อยู่ที่การผลิตโดรน ได้แก่ EHang Holdings Nvidia Ambarella และ AeroVironment ขนาดผู้ผลิตเครื่องบินอย่าง Boeing ยังสนใจผลิตโดรนด้วย 

10. 5G และระบบโทรคมนาคม

การพัฒนาเครือข่าย 5G มีให้เห็นมาตลอดในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ในหลายๆ ประเทศ อย่างไทยเองก็มีการประมูลใบอนุญาต 5G ไปเมื่อช่วงปลายปี 2562 และช่วงนี้ก็มีโทรศัพท์ที่รองรับสัญญาณ 5G ออกมาวางจำหน่ายแล้ว

5G มีส่วนช่วยให้ระบบโทรคมนาคมเติบโตได้อย่างก้าวกระโดด เช่น อินเทอร์เน็ตความเร็วสูง ที่เร็วกว่า 4G ถึง 20 เท่า ยกตัวอย่าง การดาวน์โหลดภาพยนตร์ 3 มิติ ได้ในภาย 6 วินาที ดูวิดีโอ 8K ออนไลน์แบบ 3 มิติได้

นอกจากนี้ 5G จะรองรับจำนวนผู้ใช้งานเพิ่มขึ้น 10 เท่า จากที่สามารถรับคนได้ราว 1 แสนคนต่อพื้นที่ 1 ตร.กม. กลายเป็น 1 ล้านคนต่อพื้นที่ 1 ตร.กม. (4)

ไม่เพียงเท่านั้น 5G จะเป็นพื้นฐานให้เทคโนโลยีด้านอื่นๆ พัฒนาและเติบโตตามไปด้วย ไม่ว่าจะเป็นหุ่นยนต์ ออโตเมชัน ระบบคลาวด์ ประชุมทางไกล และออนไลน์สตรีมมิงต่างๆ จะทำให้ผู้คนบนโลกนี้ก้าวเข้าสู่ชีวิตดิจิตอลอย่างสมบูรณ์มากขึ้น

หุ้นที่เกี่ยวข้องกับ 5G มีตั้งแต่ผู้ให้บริการสัญญาณโทรศัพท์ เครือข่ายไร้สาย จนไปถึงอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ Broadcom Qualcomm T-Mobile US Qorvo Ericsson และ Verizon Communications 

‘หุ้นเทคโนโลยี’ ไปได้อีกไกล

เพราะทุกการเคลื่อนไหวบนโลกใบนี้ ล้วนขับเคลื่อนและพึ่งพาเทคโนโลยี แล้วโอกาสการลงทุนหุ้นเทคโนโลยีอยู่ตรงไหน?

เมื่อพื้นฐานและการพัฒนาเทคโนโลยีต่างๆ ล้วนสัมพันธ์กับการใช้งานอินเตอร์เน็ต International Telecommunication Union (ITU) บอกว่า สิ้นปี 2562 สัดส่วนประชากรทั่วโลก 51% สามารถเข้าถึงอินเตอร์เน็ต และในช่วง 14 ปีที่ผ่านมาจำนวนผู้ใช้อินเตอร์เน็ตทั่วโลกเติบโตอย่างต่อเนื่อง (5)

technology-04-1.png

ITU รายงานว่า ประเทศพัฒนาแล้วอย่างสหรัฐฯ ยุโรป ประชากรที่ใช้อินเตอร์เน็ตมีสัดส่วนสูงถึง 87% ส่วนประเทศกำลังพัฒนาอยู่ที่ 44% 

ประเด็นน่าสนใจของรายงาน ITU คือ กลุ่มคนรุ่นใหม่ อายุ 15-24 ปี มีสัดส่วนการใช้อินเตอร์ต่อประชากรทั่วโลกสูงถึง 69% ยิ่งในประเทศพัฒนาแล้ว เกือบเต็มเพดานคือ 98% ส่วนประเทศกำลังพัฒนามีสัดส่วนการใช้อินเตอร์เน็ตของกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่ 66%

นั่นหมายความว่า คนรุ่นใหม่สามารถเข้าถึงการใช้อินเตอร์เน็ตได้สูงกว่าค่าเฉลี่ย ขณะเดียวกันพวกเขาก็สามารถเข้าถึงเทคโนโลยีต่างๆ ด้วยเช่นกัน

ITU บอกด้วยว่า กลุ่มคนรุ่นใหม่ที่สามารถเข้าถึงอินเตอร์เน็ตได้สูงกว่าค่าเฉลี่ยทั่วโลกอยู่ในเอเชียแปซิฟิก มีสัดส่วน 70%

ตัวเลขเหล่านี้ แสดงให้คุณเห็น 2 ประเด็น คือ

  1. กลุ่มคนรุ่นใหม่ คือ กลุ่มที่มีบทบาทต่อการใช้และการพัฒนาเทคโนโลยีในระยะต่อไป และพวกเขากำลังเป็นกลุ่มวัยผู้ใหญ่ ที่จะมีกำลังซื้อเทคโนโลยีใหม่ๆ ได้ในอนาคต
  2. 49% ของประชากรทั่วโลกยังไม่สามารถเข้าถึงและใช้อินเตอร์เน็ตได้ ประมาณ 3,700 ล้านคน ส่วนใหญ่อยู่ประเทศด้อยพัฒนา ในอนาคตที่พวกเขาสามารถใช้งานอินเตอร์เน็ตได้แล้ว ก็จะเกิดการนำเทคโนโลยีไปใช้ด้วยเช่นกัน 

จะเห็นได้ว่า ตลาดผู้ใช้อินเตอร์เน็ตยังไม่เต็มและมีช่องว่างอีกมากมาย ให้หุ้นเทคโนโลยีเข้าไปแทรกซึมและเติบโตได้อีกเยอะ

ลงทุน ‘หุ้นเทคโนโลยี’ กับ Jitta Wealth

หากคุณมั่นใจในพัฒนาการของเทคโนโลยีทั่วโลก หรือเชื่อมั่นในอิทธิพลของเทคโนโลยีที่คนทั้งโลกขาดไม่ได้ เพราะทุกอย่างล้วนสื่อสารกันด้วยภาษาดิจิตอล หุ้นเทคโนโลยี คือโอกาสให้คุณ

Jitta Wealth Thematic คือ โอกาสลงทุนที่คุณสามารถเลือกได้ โดยมีกลุ่มธุรกิจ หรือธีม Technology ให้คุณเลือกลงทุนในกองทุน iShares Exponential Technologies ETF (XT) อ้างอิงดัชนี Morningstar Exponential Technologies Index ที่เป็นตัวแทนของ 198 บริษัทผู้นำเทคโนโลยีและนวัตกรรม จากทุกอุตสาหกรรมทั่วโลก

กองทุน XT จะลงทุนในผู้ผลิตรถ EV อย่าง Tesla บริษัทสินค้าไอทีอย่าง Xiaomi ผู้ผลิตส่วนประกอบคอมพิวเตอร์ ที่กำลังพัฒนาโดรนอย่าง Nvidia หรือผู้นำด้าน Digital Payment อย่าง Paypal

แน่นอนว่ากองทุน XT เกาะติดบทบาทของเครือข่าย 5G ด้วย ลงทุนใน Softbank Apple และ Qualcomm

ผลตอบแทนปี 2562 ของกองทุน XT อยู่ที่ 30.49% เฉลี่ย 5 ปีย้อนหลังที่ 17.54% ต่อปี

สัดส่วนการลงทนในธุรกิจ Technology ของกองทุน XT จะอยู่ในสหรัฐฯ 60.86% ญี่ปุ่น 6.68% จีน 4.94% และยังมีอีกหลายประเทศในยุโรป (6)

คุณสามารถเลือกลงทุนในธีม Technology เพียงธีมเดียว หรือเลือกผสมกับธีมอื่นๆ ได้อีก 4 ธีมที่เป็น Mega Trend เพื่อกระจายความเสี่ยง ได้แก่ หุ้น Healthcare หุ้น Cloud Computing หุ้น E-commerce หรือหุ้น FinTech หรือจะผสมกับธีมตลาดหุ้นชั้นนำ อย่างสหรัฐฯ จีน หรืออินเดีย โดยใช้เงินลงทุนเริ่มต้นเพียง 100,000 บาท

Jitta Wealth Thematic เป็นบริการกองทุนส่วนบุคคล ให้คุณเลือกลงทุนธุรกิจน่าสนใจจาก 10 ธีมเมกะเทรนด์โลก ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมหรือติดต่อสอบถามได้ที่เว็บไซต์ https://jittawealth.com/thematic

อ้างอิง

  1. Airbnb valuation surges past $100 billion in biggest U.S. IPO of 2020
  2. สรุปเทรนด์ 10 เทคโนโลยี ‘ต้องจับตา’ ที่จะเพิ่มบทบาทหลังจากนี้ ช่วง Post COVID-19 https://www.marketingoops.com/data/10-technology-trends-after-covid-19/
  3. 5G คืออะไร? เทคโนโลยีสื่อสารไร้สายน้องใหม่ ใกล้ตัวกว่าที่คิด https://www.uih.co.th/th/knowledge/5g
  4. Measuring digital development Facts and figures 2020 https://www.itu.int/en/ITU-D/Statistics/Documents/facts/FactsFigures2020.pdf

อ่าน Blog ที่เกี่ยวข้อง

หุ้น ‘สุขภาพ’ คือธุรกิจอะไร น่าลงทุนแค่ไหน

เมื่อ E-commerce เติบใหญ่ โอกาสลงทุนอยู่ไหนบ้าง?

‘ตลาดหุ้นสหรัฐ’ โตไม่หยุด ฉุดไม่อยู่

บริษัท หลักทรัพย์จัดการกองทุนจิตตะ เวลธ์ จำกัด
1111/9-10 ถนนลาดพร้าว แขวงจันทรเกษม เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร 10900



สงวนลิขสิทธิ์ © 2020 บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนจิตตะ เวลธ์ จำกัด
เนื้อหาทั้งหมดบนเว็บไซต์นี้จัดทำขึ้นโดยบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนจิตตะ เวลธ์ จำกัด (“Jitta Wealth”) ผู้บริหารจัดการบัญชีกองทุนส่วนบุคคล Jitta Wealth ที่ได้รับใบอนุญาตบริหารจัดการกองทุนประเภท ค เลขที่ ลค-0105-01 และดำเนินการภายใต้การกำกับ ดูแลของ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) Jitta Wealth ให้บริการกองทุนส่วนบุคคลสำหรับผู้ลงทุนรายย่อย ที่ต้องการนำเงินมาลงทุนในตลาดทุน โดยใช้เทคโนโลยี AI วิเคราะห์หุ้นและกลยุทธ์การลงทุนที่จัดทำโดยบริษัทจิตตะ ดอท คอม จำกัด (“Jitta.com”) บริหารจัดการให้แบบอัตโนมัติ เพื่อผลตอบแทนระยะยาวที่สูงกว่าดัชนีตลาด การลงทุนมีความเสี่ยง ไม่ว่าจะเป็นการสูญเสียกำไรหรือเงินต้น กลยุทธ์การลงทุนของ Jitta Wealth ใช้ข้อมูลวิเคราะห์หุ้นของ Jitta.com ซึ่งคิดคำนวณจากข้อมูล ในอดีต อัตราผลตอบแทนที่ปรากฏบนเว็บไซต์นี้เป็นสมมุติฐานทางสถิติจากข้อมูลที่มี เพื่อใช้ประกอบการอธิบายรายละเอียดบริการเท่านั้น ไม่สามารถใช้รับประกันผลตอบแทนในอนาคตได้ สถานการณ์ในโลกที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะแง่บวกหรือแง่ลบ สามารถส่งผลกระทบ ต่อทั้งอุตสาหกรรมหรือกลุ่มธุรกิจ และอาจทำให้พอร์ตหุ้นที่มีการกระจายความเสี่ยงค่อนข้างมากแล้ว ประสบความผันผวนด้านราคาได้ Jitta Wealth ได้รับอนุญาตให้บริหารจัดการกองทุนเพื่อช่วยผู้ลงทุนบรรลุเป้าหมายด้านการเงินผ่านการ ลงทุนในสินทรัพย์ประเภท หุ้นโดยไม่มีเจตนาแนะนำความเหมาะสมของกลยุทธ์การลงทุนใดๆ แก่ผู้ลงทุน ผู้ลงทุนควรคำนึงถึงเป้าหมายการลงทุนส่วนตัว และค่าธรรมเนียมต่างๆ ของ Jitta Wealth ก่อนลงทุน
“Jitta Wealth” เป็นเครื่องหมายการค้าของบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนจิตตะ เวลธ์ จำกัด