Jitta Wealth Journal - ถึงเวลายุติสงครามการค้าหรือยัง

14 กันยายน 2564Jitta WealthJitta Wealth Journal

Apple กับอำนาจเหนือตลาดผ่าน App Store

Jitta Wealth Journal ฉบับที่ 42 วันที่ 14 กันยายน 2564 ทีมงานได้สรุปสถานการณ์การลงทุนทั่วโลก ดังนี้ 

  • สหรัฐฯ และจีนหันหน้าคุยกัน…จะดีขึ้นหรือแย่ลง
  • Apple กับอำนาจเหนือตลาดหลังแพ้คดี
  • Moderna พัฒนาวัคซีน Covid-19 แบบโดสเดียว
  • เงินดอลลาร์อ่อน แต่หยวนแข็งค่า
  • หุ้น Tencent NetEase และ Bilibili ดิ่งหนัก
  • Goldman Sachs หั่น GDP สหรัฐฯ จะขยายตัว 5.7% ปีนี้
  • เทรนด์ Buy Now Pay Later กำลังเป็นที่นิยมในฟินเทค
  • เวียดนามเตรียมเปิดเกาะฟู้โกว๊กรับนักท่องเที่ยว
  • เศรษฐกิจของอินเดียฟื้นฟูได้เร็ว หลัง Covid-19 คลี่คลาย
  • สหรัฐฯ แบนแผงโซลาร์เซลล์จากจีน

ไปติดตามกันได้เลย


Jitta Wealth

Exclusive Q&A with CEO ประจำเดือนกันยายน 2564

กลับมาอีกครั้ง โอกาสที่จะได้ซักถาม CEO ของ Jitta Wealth ประจำเดือนกันยายน 2564 เกี่ยวกับการลงทุนแบบ Global ETF แบบ Thematic และแบบ Jitta Ranking

หากคุณสนใจลงทุนกับ Jitta Wealth แต่ยังมีข้อสงสัย ไม่แน่ใจ หรืออยากทราบมุมมองของคุณตราวุทธิ์เพิ่มเติม กดลงทะเบียนเข้าร่วม Webinar ผ่าน Zoom ได้ที่ลิงก์ข้างล่าง

วันอาทิตย์ที่ 19 กันยายน เวลา 14:00 น.

กดลงทะเบียนที่นี่


สหรัฐฯ และจีนหันหน้าคุยกัน…จะดีขึ้นหรือแย่ลง

ดูเหมือนว่า ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ และจีนจะเริ่มมีสัญญาณที่ดีขึ้น เมื่อประธานาธิบดี Joe Biden และ Xi Jinping หันหน้าคุยกันอีกครั้ง เพื่อลดความขัดแย้ง เป็นการต่อสายคุยกันนานกว่า 90 นาที 

การพูดคุยจะช่วยฟื้นฟูความสัมพันธ์ของทั้ง 2 ประเทศให้ดีขึ้น หลังจากที่ทั้งสหรัฐฯ และจีน มีความสัมพันธ์ระหองระแหงในยุคของประธานาธิบดี Donald Trump เรียกได้ว่า ปั่นป่วนทั้งการค้าและเศรษฐกิจโลก

อย่างไรก็ตามประธานาธิบดี Xi ยังคงมองว่าทางสหรัฐฯ มักจะตอบโต้นโยบายจีนทั้งหมด รวมถึงการที่ทั้ง 2 ประเทศได้ทำสงครามการค้าอย่างหนัก ที่ต่างฝ่ายต่างขึ้นภาษีนำเข้าตอบโต้กลับกันไปมา 

ทางด้านประธานาธิบดี Biden ได้พยายามหาทางสานสัมพันธ์กับจีน รวมไปถึงอธิบายถึงเจตนาของการกระทำที่สหรัฐฯ ได้แสดงท่าทีต่อจีนไป และรับปากกับ Xi ว่าจะทบทวนนโยบายที่มีต่อจีนทั้งหมด รวมถึงประเด็นเรื่องการขึ้นภาษีด้วย

นอกจากนี้การเจรจาได้นำไปเรื่องสำคัญอย่างการแก้ปัญหาสภาพภูมิอากาศโลก เพราะทั้ง 2 ประเทศปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากที่สุดในโลก โดยจีนมีอัตราส่วนการปล่อยก๊าซสูงถึง 27% ในขณะที่สหรัฐฯ มีอัตราส่วนปล่อยมลพิษต่อหัวมากที่สุดในโลก 

ทูตภูมิอากาศสหรัฐฯ ได้เข้าเจรจาหาข้อสรุปเพื่อช่วยลดมลพิษที่เกิดขึ้น ซึ่งทางจีนมีแผนการอย่างชัดเจน และได้ปรับเปลี่ยนไปใช้พลังงานสะอาดอย่างรวดเร็ว แต่ก็มีเส้นทางที่ยากลำบาก ที่จะลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนเป็นให้เป็นศูนย์ จำเป็นต้องมีโรดแมป รวมถึงความร่วมมือของทั้ง 2 มหาอำนาจอย่างชัดเจน

การพูดคุยของทั้ง 2 ผู้นำโลกแสดงให้เห็นถึงสัญญาณที่ดีว่า อาจจะช่วยฟื้นฟูความสัมพันธ์ระหว่างประเทศให้ดีขึ้นกว่าเดิม และแน่นอนว่าหากทั้ง 2 ประเทศกลับมาร่วมมือกันอีกครั้ง จะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจทั้งโลกได้อย่างมหาศาล

นี่อาจจะเป็นการส่งสัญญาณเชิงบวก เพราะทั้งโลกเกือบจะหมดหวังไปแล้วว่า เมื่อตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ เปลี่ยนมือ สงครามการค้าน่าจะสิ้นสุดลง แต่ผ่านมาแล้ว 9 เดือน ความสัมพันธ์ทั้ง 2 มหาอำนาจอาจจะมีทิศทางที่ดีขึ้นในอนาคตก็ได้

คงต้องรอดูท่าทีจากทั้งสหรัฐฯ และจีน ว่าจะเป็นอย่างไรต่อไป แต่ไม่ว่าจะออกหัวออกก้อย ล้วนแล้วมีผลกระทบต่อการค้าและเศรษฐกิจโลกไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง รวมทั้งมีผลต่อตลาดการเงินการลงทุนด้วย

ทีมงาน Jitta Wealth จะคอยอัปเดตความเคลื่อนไหวเหล่านี้ และสรุปมาให้คุณได้อย่างทันท่วงที เพราะท่าทีของสหรัฐฯ และจีน มีผลต่อสินทรัพย์ที่ Jitta Wealth เลือกไปลงทุน 


Apple กับอำนาจเหนือตลาดหลังแพ้คดี

ศาลอ่านคำตัดสิน Apple พ่ายแพ้คดีให้กับ Epic Games ทำหุ้น Apple ร่วงไปถึง 3% เนื่องจาก Apple ใช้อำนาจผูกขาดตลาดในแอปสโตร์ เรียกเก็บค่าธรรมเนียม 30% สำหรับการใช้จ่ายในแอปพลิเคชันใดๆ ก็ตามที่อยู่บนระบบปฏิบัติการ iOS ที่จะต้องซื้อผ่าน In-App Purchase ของ Apple เท่านั้น

ซึ่งนั่นรวมไปถึงสินค้าดิจิทัลบนแอปพลิเคชัน เช่น ไอเทมในเกม หรือสกินตกแต่งตัวละคร และด้วยเหตุนี้ทำให้ Epic Games ผู้เป็นเจ้าของเกมชื่อดังระดับโลกอย่าง Fortnite มองว่าเป็นเรื่องที่ไม่ยุติธรรม เพราะต้องโดนหักค่าธรรมเนียม ในขณะที่ผู้เล่นไม่มีสิทธิเลือกจ่ายเงินในช่องทางอื่นเลย

ทำให้ Epic Games ได้สร้างข้อความขึ้นมาในเกม Fortnite ข้างๆ ปุ่มจ่ายเงินโดยเขียนไว้ว่า ‘หากซื้อไอเทมกับเราที่อื่น คุณจะได้ราคาที่ถูกกว่านี้’ และนั่นทำให้ Apple ถึงกับถอดเกม Fortnite ออกจาก App Store ในทันที และทำให้เกิดการฟ้องร้องเกิดขึ้น 

หลังจากการต่อสู้กันอย่างยาวนาน เป็นเวลา 1 ปี ในที่สุดศาลได้ตัดสินว่า Apple ต้องยอมเปิดทางให้ผู้พัฒนาแอปพลิเคชันและผู้ใช้งาน มีทางเลือกอื่นในการชำระเงินซื้อสินค้าในแอปพลิเคชัน นอกเหนือจากช่องทาง In-App Purchase ของ Apple เพียงอย่างเดียว 

สุดท้ายผู้ชนะในศึกการต่อสู้ครั้งนี้คือ Epic Games และจากการตัดสินครั้งนี้ทำให้หุ้น Apple ร่วงไป 3.31% ในทันที

แต่ในทางกลับกันหุ้นบริษัทที่เกี่ยวข้องกับเกมกลับทะยานขึ้น ซึ่งประกอบไปด้วย AppLovin Zynga Playtika และ Roblox โดยปรับตัวสูงขึ้น 8.85% 6.28% 6.08% และ 1.77% ตามลำดับ

คาดการณ์กันว่า การตัดสินของศาลในครั้งนี้จะช่วยให้บริษัทเกี่ยวกับเกม เพิ่มรายได้ของตัวเองอย่างมหาศาล อีกทั้งยังช่วยลดต้นทุนของแอปพลิเคชันลงได้อีกด้วย นอกจากนี้ผู้พัฒนาแอปพลิเคชันรายอื่นๆ ได้อานิสงส์และมีอำนาจต่อรองมากขึ้น เช่น สตรีมมิง สื่อบันเทิง และสำนักข่าว 

ถึงแม้ว่าการตัดสินของศาลในครั้งนี้จะสร้างความเสียหายให้กับ Apple แต่ก็ทำให้ผู้ผลิตแอปพลิเคชันได้รับผลประโยชน์อย่างเต็มที่ ตามที่ควรจะได้รับ ในอนาคตเราคงได้เห็น Apple เพิ่มทางเลือกในการชำระเงินมากขึ้น นอกเหนือไปจาก In-App Purchase

จริงๆ แล้ว เคสนี้พวกเราในฐานะผู้ใช้งาน ได้สัมผัสกันมาแล้ว หากจะซื้อสินค้าผ่านแอปพลิเคชันบนระบบปฏิบัติการ iOS คุณต้องชำระค่าสินค้าเพิ่มจากราคาปกติที่ขายในแพลตฟอร์มอื่นๆ

ทำให้ผู้ขายสินค้าผ่านแอปพลิเคชันจะให้คำแนะนำผ่านสื่อต่างๆ ว่า หากต้องการชำระราคาปกติให้ซื้อผ่านช่องทางอื่นๆ หรือเว็บไซต์ทางการ

นี่คือ อำนาจเหนือตลาดของบิ๊กเทคที่มีสายป่านยาว ใช้เป็นเงื่อนไขให้ผู้พัฒนาแอปพลิเคชันและผู้บริโภคไม่มีทางเลือก โดยท่าทีของ Apple เริ่มอ่อนลงมา เพราะได้อนุญาตให้ผู้พัฒนาแอปสามารถส่งอีเมลหาผู้บริโภคได้โดยตรง เกี่ยวกับช่องทางอื่นๆ การซื้อสินค้า เพื่อนำมาใช้งานผ่านแอปพลิเคชัน

เป็นอีก 1 ข้อกังวลของกลุ่มบริษัทเทคโนโลยีทั่วโลก เพราะรายใหญ่มีอำนาจเหนือตลาด ทำให้บริษัทรายอื่นๆ ต้องทำตามนโยบาย ไม่มีอำนาจต่อรอง หรือผู้บริโภคไม่มีทางเลือกในการชำระเงิน

นี่เป็นเรื่องที่รัฐบาลสหรัฐฯ กำลังกังวลและหาทางแก้ไข เพื่อให้แต่ละธุรกิจมีการแข่งขันอย่างเป็นธรรม สิ่งที่เราควรจับตาต่อ คือ ฟากฝั่งสหรัฐฯ จะออกกฎเกณฑ์มาช่วยควบคุมหรือไม่ หรือบิ๊กเทคจะปฏิบัติตัวอย่างไร หากต้องคอยขึ้นโรงขึ้นศาลอยู่ตลอดเวลา

ฟากฝั่งจีนก็ออกกฎเกณฑ์มากำกับดูแลประเด็นอำนาจเหนือตลาดและคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลแล้ว ลองดูกันว่า ทางฝั่งจะสหรัฐฯ รัฐบาลจะมีวิธีการควบคุมบิ๊กเทคอย่างไร

ราคาหุ้นที่ลดลงจากกระแสข่าว เป็นผลกระทบระยะสั้นที่เกิดขึ้นได้ หากมีกฎเกณฑ์ที่บังคับใช้อย่างเป็นธรรมกับทุกฝ่าย ธุรกิจเทคโนโลยีจะสามารถเติบโตต่อไปได้ เพราะไม่ว่าจะเกิดขึ้นอะไรขึ้น…เทคโนโลยีอยู่คู่กับวิถีชีวิตมนุษย์ไปแล้ว


ส่อง 8 หุ้นที่ดัน ผลตอบแทน Jitta Ranking – U.S. Tech โตกว่า 54%

Jitta Ranking หุ้นเทคโนโลยีสหรัฐฯ เปิดตัวมาได้ 13 เดือน ลองมาดูกันว่า ผลตอบแทนเฉลี่ยของลูกค้าเป็นอย่างไร พร้อมส่องรายได้และกำไรขั้นต้นของ 8 บริษัทหุ้นเทคโนโลยีสหรัฐฯ ที่น่าสนใจ

อ่านต่อ


Jitta

3 ตลาดหุ้นใหม่บน Jitta สวีเดน มาเลเซีย และอินโดนีเซีย พร้อมให้บริการแล้ววันนี้

ทีมงาน Jitta ได้เพิ่มบทความแนะนำ 3 ตลาดหุ้นใหม่ล่าสุดบนแพลตฟอร์มวิเคราะห์หุ้น Jitta จาก 19 ประเทศที่ให้บริการอยู่ ได้แก่ สวีเดน มาเลเซีย และอินโดนีเซีย ลองมาทำความรู้จักเศรษฐกิจ ตลาดหุ้น และหุ้นคุณค่าที่น่าสนใจกันดู

สวีเดน

มาเลเซีย

อินโดนีเซีย


สรุปข่าวสารการลงทุนทั่วโลก 

📌 Moderna เดินหน้าพัฒนาวัคซีน Covid-19 แบบโดสเดียว สำหรับบูสเตอร์โดส รวมทั้งวางแผนจะพัฒนาวัคซีนชนิดเดียวกันในโรคไข้หวัดใหญ่ โรคระบบทางเดินหายใจ และโรคระบบทางเดินอาหาร ด้วยการฉีดเพียงเข็มเดียวต่อปี

Moderna เชื่อว่า จะเป็นบริษัทแรกที่ทำตลาดวัคซีนชนิดใหม่นี้ ส่งผลให้ราคาหุ้น Moderna พุ่งสูงขึ้นอีก ขานรับแนวทางการพัฒนาวัคซีนใหม่ๆ ซึ่งนักวิเคราะห์คาดว่า Moderna และ Pfizer-BioNTech จะทำรายได้หลายพันล้านดอลลาร์สหรัฐ จากการจำหน่ายวัคซีนบูสเตอร์ ซึ่งช่วยเพิ่มกำไรให้บริษัทมหาศาล

นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ระดับสูงด้านสาธารณสุขของสหรัฐฯ เชื่อว่า วัคซีน Covid-19 ของ Pfizer-BioNTech อาจได้รับอนุญาตให้ใช้กับเด็กอายุ 5-11 ปีภายในสิ้นเดือนตุลาคมนี้ โดยมีหลักฐานอ้างอิงจากการทดลองทางคลินิกที่เพียงพอ 

📌 ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐอ่อน สวนทางกับเงินหยวนที่แข็งค่า เป็นผลมาจากการเจรจาทางโทรศัพท์ระหว่างประธานาธิบดี Biden ของสหรัฐฯ และ Xi ของจีน เป็นการหารือกันครั้งแรกระหว่างผู้นำทั้งสองคน นับตั้งแต่ครั้งล่าสุดเดือนกุมภาพันธ์

นักลงทุนต่างจับตามองการประชุมกำหนดนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ในวันที่ 21-22 กันยายนนี้ คาดว่า ตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรประจำเดือนสิงหาคมจะเป็นปัจจัยในการพิจารณาว่า จะปรับลดวงเงินในโครงการซื้อพันธบัตรตามมาตราการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE) หรือไม่ 

📌 รัฐบาลจีนได้ออกข้อบังคับใหม่สำหรับธุรกิจวิดีโอเกม ทำให้หุ้น Tencent NetEase และ Bilibili ดิ่งหนัก โดยเป็นการเรียกตัวแทนบริษัทพัฒนาเกม เข้าพบเพื่อร่วมหารือเกี่ยวกับการดูแลภาคธุรกิจนี้ 

รัฐบาลต้องการสื่อสารถึงแผนการเพิ่มความเข้มงวดในการกำกับดูแล รวมถึงตรวจสอบพฤติกรรมที่ผิดกฎหมาย ซึ่งแต่ละบริษัทต้องทำตามข้อบังคับ เลิกมุ่งเน้นหากำไร เพื่อป้องกันปัญหาการติดเกมของเยาวชน โดยกำหนดให้เด็กและวัยรุ่นที่มีอายุต่ำกว่า 18 ปีเล่นวิดีโอเกมออนไลน์ได้ไม่เกิน 3 ชั่วโมงต่อสัปดาห์เท่านั้น

📌 Goldman Sachs ปรับลดคาดการณ์เศรษฐกิจสหรัฐฯ ในปี 2564 คาดว่า ชาวอเมริกันมีแนวโน้มที่จะใช้จ่ายน้อยลงในช่วงที่ไวรัส Covid-19 สายพันธุ์เดลตาแพร่ระบาดอย่างหนัก เศรษฐกิจสหรัฐฯ จะขยายตัวเพียง 5.7% ในปี 2564 ซึ่งลดลงจากตัวเลขคาดการณ์เดิม รวมถึงอัตราการว่างงานของสหรัฐฯ ในปีนี้อาจสูงขึ้น 4.2% 

คาดการณ์นี้เกิดหลังจากกระทรวงแรงงานสหรัฐฯ เปิดเผยว่า ตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรเพิ่มขึ้นเพียง 235,000 ตำแหน่งในเดือนสิงหาคม ต่ำกว่าที่เคยคาดการณ์ บ่งชี้ว่า ตลาดแรงงานของสหรัฐฯ ได้รับผลกระทบอย่างหนักจากการแพร่ระบาดของ Covid-19 สายพันธุ์เดลตา

📌 Monzo และ Revolut บริษัทฟินเทคยักษ์ใหญ่ของสหราชอาณาจักร วางแผนเข้าสู่ตลาด Buy Now Pay Later ที่กำลังเป็นที่นิยม ซึ่งถูกบุกเบิกโดยฟินเทค Klarna ของสวีเดน และ Afterpay ของออสเตรเลีย ก่อนหน้านี้ Paypal ก็ได้เปิดบริการตัวนี้ ส่วน Amazon และ Apple ก็ร่วมมือกับ Affirm 

ด้วยกระแส Buy Now Pay Later นี้ ทำให้รัฐบาลอังกฤษมีแนวโน้มที่จะควบคุมภาคธุรกิจด้านนี้ โดยกระทรวงการคลัง เสนอให้ตรวจสอบความสามารถในการชำระหนี้ ก่อนจะอนุมัติให้ประชาชนใช้บริการนี้ด้วย 

ด้าน S&P Global Market Intelligence คาดว่า บริษัทฟินเทคในสหรัฐฯ ดูดเม็ดเงินลงทุนร่วมเกือบ 7,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐในไตรมาสที่ 2 ของปี 2564 ซึ่งเพิ่มขึ้นเกือบ 70% สะท้อนให้เห็นถึงบทบาทของฟินเทค โดยครึ่งแรกของปี 2564 อุตสาหกรรมนี้รวบรวมเงินทุนเพิ่มขึ้นประมาณ 50% เมื่อเทียบกับครึ่งแรกของปี 2563

📌 เวียดนามเตรียมเปิดเกาะฟู้โกว๊กรับนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจอีกครั้ง หลังจากที่ได้รับผลกระทบจากการล็อกดาวน์ที่ยืดเยื้อจาก Covid-19 โดยรัฐบาลประกาศว่า เวียดนามสามารถควบคุมการแพร่ระบาดได้แล้ว

ในช่วงเวลา 3 เดือนที่ผ่านมา เวียดนามต้องเผชิญกับการระบาดที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จากสายพันธุ์เดลตา ทำให้เศรษฐกิจหดตัว ซึ่งสำหรับนักท่องเที่ยวที่ต้องการจะไปเยือนเกาะฟู้โกว๊ก ต้องเป็นนักท่องเที่ยวที่ได้รับวัคซีนครบแล้วเท่านั้น และมีผลการตรวจ Covid-19 เป็นลบ ถึงจะมีสิทธิ์ไปเยือนเกาะนี้ได้

📌 นายกรัฐมนตรีของอินเดียประกาศว่า เศรษฐกิจของอินเดียฟื้นฟูได้เร็วกว่าความเสียหายจาก Covid-19 โดยผลผลิตภาคอุตสาหกรรมในเดือนกรกฎาคมเกือบจะกลับสู่ระดับปกติก่อนเกิดการแพร่ระบาดเพิ่มขึ้น 11.5% 

นอกจากนี้นายกรัฐมนตรีอินเดียยังมีนโยบายการศึกษาแห่งชาติ ที่จะพัฒนาทักษะให้บุคลากรอินเดีย เพื่อตอบสนองความต้องการของตลาดโลก โดยใช้ชื่อว่า ‘Skill India Mission’

📌 สหรัฐฯ แบนแผงโซลาร์เซลล์จากจีน จากความกังวลและกฎหมายเกี่ยวกับการใช้แรงงานบังคับ ซึ่งส่งให้แผนการเปลี่ยนไปใช้พลังงานสะอาดของสหรัฐฯ ล่าช้าลงไปกว่าเดิม 

อย่างไรก็ตามสหรัฐฯ ได้ประกาศอย่างชัดเจนว่า จะต่อต้านการใช้ ‘แรงงานบังคับ’ ทั่วโลก และจะมองหาผลิตภัณฑ์ทางเลือกอื่น หากจีนไม่สามารถแก้ไขปัญหาตรงนี้ได้

ในช่วง 2 ปีครึ่งที่ผ่านมา สหรัฐฯ ได้นำเข้าแผงโซลาร์เซลล์จากจีนมากกว่า 150 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ปัจจุบันนี้จีนเป็นผู้นำตลาดในการส่งออกแผงโซลาร์เซลล์ทั่วโลก 


นี่คือ ข่าวสารที่ทีมงาน Jitta Wealth สรุปมาให้คุณได้ติดตามและอัปเดตไปพร้อมๆ กัน หากท่านใดมีข้อสงสัยและอยากสอบถามคุณตราวุทธิ์ อย่าลืมกดลงทะเบียน Exclusive Q&A with CEO ประจำเดือนกันยายน

ช่วงนี้ข่าวสารที่น่าติดตามยังคงเป็นความเคลื่อนไหวตลาดหุ้นสหรัฐฯ หุ้นเทคโนโลยีสหรัฐฯ รวมไปถึงความสัมพันธ์ที่อาจจะดีขึ้นระหว่างสหรัฐฯ และจีน นอกจากนี้ยังมีสถานการณ์  Covid-19 ที่ยังต้องเฝ้าระวังและยับยั้งการแพร่ระบาด

ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น ไม่มีใครคาดการณ์ได้ ผลกระทบที่เกิดขึ้นในโลกการลงทุนก็มีมากน้อยแตกต่างกัน อยู่ที่วิธีการรับมือและมุมมองของนักลงทุนแต่ละคน ‘ตระหนัก แต่ไม่ตระหนก’ นะ

แล้วพบกันสัปดาห์หน้า


อ่าน Jitta Wealth Journal ย้อนหลัง

Jitta Wealth Journal – 3 ปัจจัยดันเงินบาทแข็งค่า

Jitta Wealth Journal – รวม 7 ETF ฟินเทคที่ควรมีติดพอร์ต

บริษัท หลักทรัพย์จัดการกองทุนจิตตะ เวลธ์ จำกัด
1111/9-10 ถนนลาดพร้าว แขวงจันทรเกษม เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร 10900



สงวนลิขสิทธิ์ © 2021 บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนจิตตะ เวลธ์ จำกัด
เนื้อหาทั้งหมดบนเว็บไซต์นี้จัดทำขึ้นโดยบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนจิตตะ เวลธ์ จำกัด (“Jitta Wealth”) ผู้บริหารจัดการบัญชีกองทุนส่วนบุคคล Jitta Wealth ที่ได้รับใบอนุญาตบริหารจัดการกองทุนประเภท ค เลขที่ ลค-0105-01 และดำเนินการภายใต้การกำกับ ดูแลของ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) Jitta Wealth ให้บริการกองทุนส่วนบุคคลสำหรับผู้ลงทุนรายย่อย ที่ต้องการนำเงินมาลงทุนในตลาดทุน โดยใช้เทคโนโลยี AI วิเคราะห์หุ้นและกลยุทธ์การลงทุนที่จัดทำโดยบริษัทจิตตะ ดอท คอม จำกัด (“Jitta.com”) บริหารจัดการให้แบบอัตโนมัติ เพื่อผลตอบแทนระยะยาวที่สูงกว่าดัชนีตลาด การลงทุนมีความเสี่ยง ไม่ว่าจะเป็นการสูญเสียกำไรหรือเงินต้น กลยุทธ์การลงทุนของ Jitta Wealth ใช้ข้อมูลวิเคราะห์หุ้นของ Jitta.com ซึ่งคิดคำนวณจากข้อมูล ในอดีต อัตราผลตอบแทนที่ปรากฏบนเว็บไซต์นี้เป็นสมมุติฐานทางสถิติจากข้อมูลที่มี เพื่อใช้ประกอบการอธิบายรายละเอียดบริการเท่านั้น ไม่สามารถใช้รับประกันผลตอบแทนในอนาคตได้ สถานการณ์ในโลกที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะแง่บวกหรือแง่ลบ สามารถส่งผลกระทบ ต่อทั้งอุตสาหกรรมหรือกลุ่มธุรกิจ และอาจทำให้พอร์ตหุ้นที่มีการกระจายความเสี่ยงค่อนข้างมากแล้ว ประสบความผันผวนด้านราคาได้ Jitta Wealth ได้รับอนุญาตให้บริหารจัดการกองทุนเพื่อช่วยผู้ลงทุนบรรลุเป้าหมายด้านการเงินผ่านการ ลงทุนในสินทรัพย์ประเภท หุ้นโดยไม่มีเจตนาแนะนำความเหมาะสมของกลยุทธ์การลงทุนใดๆ แก่ผู้ลงทุน ผู้ลงทุนควรคำนึงถึงเป้าหมายการลงทุนส่วนตัว และค่าธรรมเนียมต่างๆ ของ Jitta Wealth ก่อนลงทุน
“Jitta Wealth” เป็นเครื่องหมายการค้าของบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนจิตตะ เวลธ์ จำกัด