Jitta Wealth Journal - รับมืออย่างไร เมื่อหุ้นเทคจีนถูกเพ่งเล็ง

13 กรกฎาคม 2564Jitta WealthJitta Wealth Journal

สหรัฐฯ ฟื้นเร็ว เตรียมรับมือเงินเฟ้อเร่งตัว

Jitta Wealth Journal ฉบับที่ 33 ประจำวันที่ 13 กรกฎาคม 2564 มีสรุปภาพรวมสถานการณ์เศรษฐกิจและการลงทุนทั่วโลก ดังนี้

  • ทำอย่างไร…เมื่อรัฐบาลปราบปรามหุ้นเทคจีน
  • Biden เพ่งเล็งบิ๊กเทค คุมอำนาจเหนือตลาด
  • Pentagon ยกเลิกสัญญา JEDI กับ Microsoft
  • วัคซีน mRNA พัฒนาจากจีโนมิกส์ ให้คุณมากกว่าโทษ 
  • แคนาดายังไม่เปิดรับนักท่องเที่ยวที่ไม่รับวัคซีนครบโดส
  • ฉีดวัคซีนได้เร็ว เศรษฐกิจฟื้น สหรัฐฯ อาจเจอภาวะเงินเฟ้อ
  • หุ้นขนส่งและโลจิสติกส์เป็นขาขึ้น รับการค้าฟื้นตัว

ไปตามกันได้เลย


Jitta Wealth

มาตามคำเรียกร้อง Jitta Ranking จีน

ว่าที่มหาอำนาจโลกจากฝั่งเอเชีย เตรียมพร้อมผงาดทัดเทียมผู้นำโลกอย่างสหรัฐฯ 

การเติบโตในหลายทศวรรษที่ผ่านมาของจีนได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า ดินแดนมังกรแห่งนี้ คือ โอกาสการลงทุนของคุณ…ที่ไม่ควรพลาด

ลงทุน ‘หุ้นดีราคาถูก’ จากตลาดหุ้นเซี่ยงไฮ้ (SSE) และเซินเจิ้น (SZSE) คัดสรรจาก AI ของแพลตฟอร์ม Jitta 

ผลตอบแทนย้อนหลัง 10 ปีเฉลี่ย 13.42% ต่อปี
เริ่มต้นเพียง 1 ล้านบาท


ทำอย่างไร…เมื่อรัฐบาลปราบปรามหุ้นเทคจีน

ไม่ใช่แค่ Didi Chuxing (Didi Global) ที่โดนปราบปรามจากทางการจีน กรณีถอดแอปพลิเคชันเรียกรถ Didi ออกจากแอปสโตร์ของสมาร์ตโฟน ทั้งๆ ที่เป็นแอปยอดฮิตที่ชาวจีนใช้กัน

สัปดาห์ที่ผ่านมา หุ้นเทคจีนหลายบริษัทกำลังเผชิญมาตรการตรวจสอบและปราบปรามจากทางการจีน ด้วยประเด็นสำคัญคือ ความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัวของข้อมูลผู้ใช้งาน 

มีรายงานข่าวว่า มาร์เก็ตแคปของดัชนี Hang Seng Tech Index มูลค่าหายไปในวันเดียว 616 ล้านดอลลาร์สหรัฐ มากกว่ามาร์เก็ตแคปตลาดหุ้นไทยทั้งตลาด ที่มีมูลค่าอยู่ที่ 549 ล้านดอลลาร์สหรัฐเสียอีก

หุ้นใน Hang Seng Tech Index มีที่หลายๆ คนรู้จัก เช่น บริษัท Alibaba บริษัท Baidu บริษัท BYD Electronic บริษัท JD.com บริษัท JD Health บริษัท Lenovo บริษัท Meituan บริษัท Tencent Holdings และบริษัท Xiaomi

ดูเหมือนการปราบปรามของทางการจีน กำลังเป็นแรงกดดันให้หุ้นเทคจีน ไม่ว่าจะเทรดในตลาดหุ้นจีน ฮ่องกง และตลาดหุ้นสหรัฐฯ ส่งผลให้ราคาหุ้นที่เกี่ยวข้องในกลุ่มเทคโนโลยีมีความผันผวนและเผชิญความเสี่ยงต่อการดำเนินธุรกิจมากขึ้น

แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า รัฐบาลจีนก็ยังต้องพึ่งพาบริษัทเทคโนโลยีอยู่ เพราะนอกจากมีอิทธิพลต่อผู้ใช้งาน ซึ่งก็คือ ประชากรจีนจำนวนมหาศาลแล้ว ยังทำให้จีนมีอำนาจทัดเทียมชาติผู้นำอื่นๆ ในเกือบทุกด้าน 

ประเด็นการปราบปรามบริษัทเทคจีน จากกรณี Didi สามารถมองได้ 2 แง่มุม อย่างแรก คือ บริษัทเหล่านี้ละเมิดข้อมูลส่วนบุคคลมาได้ระยะหนึ่งแล้ว ผู้ใช้งานจีนเริ่มร้องเรียนรัฐบาล จึงเป็นที่มาของการตรวจสอบและพยายามแก้ปัญหา

แน่นอนว่า แพลตฟอร์มออนไลน์จำเป็นต้องเก็บข้อมูลการใช้งานของผู้บริโภค เพื่อนำมาวิเคราะห์และพัฒนาแพลตฟอร์มของตัวเอง ดังนั้นบริษัทเทคเหล่านี้จึงมีอิทธิพลด้าน Big Data สูงมาก

กรณี Didi ก็ต้องสืบสวนกันต่อไปว่า แอปเรียกรถนี้ละเมิดข้อมูลส่วนบุคคลจริงๆ หรือไม่ แต่ในระยะสั้นๆ ราคาหุ้นของ Didi Global บนกระดาน NYSE ผันผวน และอาจจะมีผลต่อรายได้ของบริษัท

อย่างที่สอง คือ Didi ไปเทรดในตลาดหุ้นสหรัฐฯ โดยกุม Big Data ของผู้ใช้งานจีนไว้ในมือ เป็นความกังวลของทางการจีน ว่าจะกระทบต่อความมั่นคง เพราะก่อนหน้านี้ทางการจีนก็ไล่บี้กับ Alibaba Tencent และ ByteDance

รัฐบาลจีนอยากจะเป็นคนคุม Big Data และจำกัดขอบเขตการใช้งานให้กับบริษัทเอกชน นั่นก็เพราะจีนปกครองแบบคอมมิวนิสต์ ไม่เหมือนกับสหรัฐฯ ที่ปกครองแบบเสรีประชาธิปไตย ดังนั้นการออกกฎควบคุมอะไร จีนทำได้ทั้งนั้น

แต่วัตถุประสงค์ด้านหนึ่ง คือ ทางการจีนต้องการปิดจุดอ่อนที่ส่งผลกระทบกับประชาชน หากข้อมูลส่วนบุคคลรั่วไหลออกไป ยิ่งไปเทรดบนกระดานหุ้นต่างประเทศ ย่อมมีความเสี่ยงและควบคุมลำบาก 

ล่าสุดสำนักงานกำกับดูแลด้านไซเบอร์สเปซของจีน (CAC) บอกว่า บริษัทจีนทุกแห่งที่มีข้อมูลผู้ใช้งานมากกว่า 1 ล้านรายจะต้องถูกตรวจสอบก่อนการยื่นขอจดทะเบียนหุ้นในต่างประเทศ ด้วยความกังวลเรื่องผลกระทบจากรัฐบาลต่างชาติ

นอกจากนี้ CAC จะกำหนดกฎที่เข้มงวดมากขึ้นเกี่ยวกับการรวบรวมและการเก็บรักษาข้อมูล ขณะเดียวกันรัฐบาลจีนก็กำลังผลักดันให้บริษัทเหล่านี้เทรดในตลาดหุ้นในประเทศแทน

กฎหมายใหม่ 2 ฉบับ จะมีผลบังคับใช้ภายในปี 2564 ได้แก่ กฎหมายความปลอดภัยข้อมูลและกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ซึ่งครอบคลุมถึงการเก็บรักษาข้อมูลและข้อมูลส่วนตัว 

CAC ยังเรียกร้องให้บริษัทต่างๆ ส่งมอบเอกสารการทำ IPO ในต่างประเทศให้ทางการจีนตรวจสอบด้วย 

บริษัทรายต่อไปที่กำลังจะถูกตรวจสอบคือ Boss Zhipin และบริษัทลูกของ Full Truck Alliance 

ดังนั้นความเป็นเศรษฐกิจดิจิทัล (Digital Economy) ต้องมาพร้อมกับการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลที่แข็งแกร่ง นี่คือสิ่งที่ทางการจีนกำลังพยายามทำอยู่ ระยะสั้นอาจจะมีผลในเชิงลบ…แต่ในระยะยาวจะเป็นประโยชน์กับทุกฝ่าย


Jitta Wealth

‘Jitta Ranking จีน’ เลือกหุ้น VI ให้คุณอย่างไร พอร์ตจึงไปได้ไกลกว่า

อยากรู้ว่า ‘Jitta Ranking จีน’ ลงทุนหุ้น VI อะไรบ้าง อยู่ในกลุ่มธุรกิจไหนบ้าง ตรงตามคอนเซ็ปต์ ‘หุ้นดีราคาถูก’ หรือไม่ แล้วจะทำให้พอร์ตลงทุนของคุณโตอีกนานเท่านานได้อย่างไร

อ่านต่อ


Jitta Wealth

สรุป Live: VI สายบุ๋น ชี้เป้าหุ้นมังกร กับ ‘Jitta Ranking จีน’

จบกันไปแล้วกับ Live ล่าสุดจาก Jitta Wealth ที่ชวนนักลงทุน VI อย่างเซียนมี่และคุณทีน่า มาร่วมพูดคุย ฉายภาพความน่าสนใจของตลาดหุ้นจีน หากคุณยังลังเลว่า จะคว้าโอกาสของ ‘หุ้นดีราคาถูก’ จากแดนมังกรหรือไม่

ดูวิดีโอ

อ่านสรุป Live


Jitta Wealth ออกสื่อ

หากคุณอยากรู้จัก ‘Jitta Ranking จีน’ ให้มากขึ้น ลงทุนหุ้นพื้นฐานดีในกลุ่ม A-share เช่น Haier Smart Home หรือ Bank of Chengdu มีความน่าสนใจอย่างไร ลองอ่านบทความจาก The Standard Wealth

อ่านต่อ


Biden เพ่งเล็งบิ๊กเทค คุมอำนาจเหนือตลาด

กระแสการคุมบิ๊กเทค ไม่ได้มีที่จีนเท่านั้น แม้แต่สหรัฐฯ ก็ยังเดินหน้าปราบปรามอยู่ ล่าสุดประธานาธิบดี Joe Biden เซ็นคำสั่งบริหารใหม่ (Executive Order) ครอบคลุมการดำเนินการเกี่ยวกับการรวมองค์กรและกฎหมายต่อต้านการผูกขาด

คำสั่งนี้ไม่ได้มุ่งเป้าแค่บิ๊กเทคอย่างเดียว แต่ยังรวมภาคแรงงานและกลุ่มธุรกิจอื่นๆ Biden บอกว่า ทุนนิยมที่ไม่มีการแข่งขันไม่ใช่ทุนนิยม เป็นการเอารัดเอาเปรียบ

สิ่งที่รัฐบาลสหรัฐฯ กำลังเพ่งเล็ง คือ บิ๊กเทคเหล่านี้กำลังใช้อำนาจของตน เพื่อเอาชนะคู่แข่งรายย่อย และใช้ประโยชน์จากข้อมูลส่วนบุคคลของผู้บริโภค

คำสั่งนี้ จะส่งผลให้หน่วยงานกำกับดูแลออกกฎหมายปฏิรูปจำนวนมาก รวมถึงตรวจสอบการควบรวมเทคโนโลยี การไล่ล่าซื้อกิจการของบิ๊กเทค เพื่อกำจัดคู่แข่งรายย่อยให้ออกจากตลาด

นอกจากนี้ Biden ยังเรียกร้องให้ Federal Trade Commission (FTC) ออกเงื่อนไขใหม่เกี่ยวกับการเก็บข้อมูลผู้ใช้งานของบิ๊กเทคเหล่านี้ และสั่งห้ามการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรมบนแพลตฟอร์มออนไลน์ต่างๆ 

คำสั่งบริหารนี้จะช่วยบรรเทาความเดือดร้อนให้กับธุรกิจขนาดเล็กและขนาดกลางที่ร้องเรียนเรื่องการตรวจสอบบริษัทเทคโนโลยีอย่าง Amazon Apple Facebook และ Google เห็นได้จากหลายๆ เคสที่ต้องขึ้นโรงขึ้นศาล


สรุปสถานการณ์เศรษฐกิจรอบโลก

📌 กระทรวงกลาโหมของสหรัฐฯ (Pentagon) ยกเลิกสัญญาโครงสร้างพื้นฐานด้านการป้องกันร่วมองค์กร (JEDI) เป็นสัญญาระบบคลาวด์ขนาดใหญ่ มูลค่า 10,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งกำลังเป็นประเด็นระหว่าง Microsoft กับ Amazon 

โดย Pentagon บอกว่า เนื่องจากความต้องการที่เปลี่ยนแปลงไป การสนทนาบนคลาวด์ที่เพิ่มขึ้น และความก้าวหน้าของอุตสาหกรรม สัญญา JEDI Cloud ไม่ตอบสนองความต้องการอีกต่อไป

ก่อนหน้านี้ Pentagon ได้ทำสัญญาแรกเริ่มกับ Microsoft ซึ่งเป็นผู้ถูกเลือก แข่งกับ Amazon Web Services (AWS) เพื่อทำระบบ JEDI ที่จะพัฒนาระบบฐานข้อมูลและการสื่อสารระหว่างทหารในสมรภูมิ

แต่มีการฟ้องร้องจาก Amazon และ Pentagon ได้ล้มเลิกโครงการ JEDI ไป แทนที่ด้วย Joint Warfighter Cloud Capability ที่มีทั้ง Microsoft กับ AWS และผู้ให้บริการระบบคลาวด์อีก 3 รายใหญ่ อย่าง Google IBM และ Oracle ด้วย

📌 องค์การอนามัยโลกชี้วัคซีนป้องกัน Covid-19 ชนิด mRNA มีประโยชน์มากกว่าความเสี่ยง แม้จะมีข้อกังวลเรื่องโรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดและเยื่อหุ้มหัวใจอักเสบ

วัคซีนชนิด mRNA ปัจจุบันมีผู้ผลิตคือ Pfizer (ร่วมกับ BioNTech) และ Moderna เกิดจากการสังเคราะห์ส่วนพันธุกรรมที่เกี่ยวกับโปรตีนของเชื้อ Covid-19 มีข้อดี คือ ช่วยลดจำนวนผู้ป่วยในโรงพยาบาล และลดอัตราการเสียชีวิต

หลังจากฉีดอาจพบผู้ป่วยโรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดและเยื่อหุ้มหัวใจอักเสบ แต่มีจำนวนน้อยรายมาก

📌 แคนาดาไม่มีแผนรับนักท่องเที่ยวที่ยังไม่ฉีดวัคซีน Covid-19 แม้จะมีแรงกดดันอย่างหนักจากธุรกิจท่องเที่ยว เนื่องจากยังต้องควบคุมการแพร่ระบาดอย่างเข้มงวด

ปัจจุบันประชาชนในแคนาดาได้รับวัคซีนไปแล้วอย่างน้อย 1 โดสมีสัดส่วน 78% จากทั้งหมด และรัฐบาลได้ประกาศยกเลิกมาตรการกักตัวสำหรับพลเมืองแคนาดาที่ได้รับวัคซีนครบโดสแล้ว

ขณะที่แผนเปิดรับนักท่องเที่ยวที่ไม่ได้รับการฉีดวัคซีน ยังไม่เกิดขึ้นในเร็วๆ นี้ 

📌 กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) เตือนมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของสหรัฐฯ อาจเพิ่มแรงกดดันด้านเงินเฟ้อและการขึ้นดอกเบี้ยเร็วกว่าที่คาดไว้ เนื่องจากแนวโน้มเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่จะกลับมาฟื้นตัวเร็ว 

IMF คาดว่า เศรษฐกิจสหรัฐฯ มีแนวโน้มขยายตัวได้ถึง 7% ในปี 2564 และสหรัฐฯ จะมีการบังคับใช้มาตรการกระตุ้นด้านการคลังเพิ่มเติมในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้านี้

นอกจากนี้ IMF ประเมินว่า ธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) จะเริ่มปรับขึ้นดอกเบี้ยอย่างเร็วที่สุดในช่วงปลายปี 2565 หรือต้นปี 2566 และจะเริ่มปรับลดวงเงินในโครงการซื้อสินทรัพย์ในช่วงครึ่งปีแรก ของปี 2565

📌 หุ้นขนส่งและโลจิสติกส์ขาขึ้น เนื่องจากการค้าโลกเริ่มฟื้นตัว แต่ Supply Chain ทั่วโลกมีแนวโน้มชะงักงัน เนื่องจากความต้องการสินค้าทั่วโลกสูงขึ้น แต่อุปทานยังมีจำกัด

หุ้นกลุ่มนี้ ได้แก่ บริษัท Cosco Shipping บริษัท Orient Overseas บริษัท Star Bulk Carriers บริษัท Golden Ocean บริษัท Genco Shipping บริษัท Eagle Bulk Shipping และ Diana Shipping

นักวิเคราะห์มองว่า ความต้องการสูง ส่งผลให้เกิดความแออัดและคอขวดที่ท่าเรือใหญ่ทั่วโลก ความล่าช้าที่เกิดขึ้นทำให้ราคาค่าขนส่งสูงขึ้น ทำให้หุ้นกลุ่มนี้จึงได้ประโยชน์ระยะสั้น 


กรณีทางการจีนควบคุมหุ้นเทคนั้น เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ ซึ่งไม่แตกต่างจากที่สหรัฐฯ กำลังตรวจสอบอำนาจเหนือตลาดของบิ๊กเทคชาติตัวเอง

แต่เงื่อนไขการเมืองการปกครองที่ไม่เหมือนกัน จีนอาจจะบังคับใช้กฎหมายได้ง่ายกว่า เพราะเป็นประเทศคอมมิวนิสต์ 

เหรียญมี 2 ด้าน ระยะสั้นมีผลต่อราคาหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีอย่างแน่นอน แต่ในระยะยาว เมื่อควบคุมให้อยู่ภายใต้กฎหมายได้ จะก่อให้เกิดความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย เกิดการแข่งขันที่สมบูรณ์ สุดท้ายแล้ว…ประโยชน์ตกเป็นของผู้บริโภค

แล้วพบกันสัปดาห์หน้า

อ่าน Jitta Wealth Journal ย้อนหลัง

Jitta Wealth Journal – จีนคุมเข้มเทค ควรลงทุนหรือไม่?

Jitta Wealth Journal – ลุ้น Microsoft พุ่งแรงแซง Apple

บริษัท หลักทรัพย์จัดการกองทุนจิตตะ เวลธ์ จำกัด
1111/9-10 ถนนลาดพร้าว แขวงจันทรเกษม เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร 10900



สงวนลิขสิทธิ์ © 2021 บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนจิตตะ เวลธ์ จำกัด
เนื้อหาทั้งหมดบนเว็บไซต์นี้จัดทำขึ้นโดยบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนจิตตะ เวลธ์ จำกัด (“Jitta Wealth”) ผู้บริหารจัดการบัญชีกองทุนส่วนบุคคล Jitta Wealth ที่ได้รับใบอนุญาตบริหารจัดการกองทุนประเภท ค เลขที่ ลค-0105-01 และดำเนินการภายใต้การกำกับ ดูแลของ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) Jitta Wealth ให้บริการกองทุนส่วนบุคคลสำหรับผู้ลงทุนรายย่อย ที่ต้องการนำเงินมาลงทุนในตลาดทุน โดยใช้เทคโนโลยี AI วิเคราะห์หุ้นและกลยุทธ์การลงทุนที่จัดทำโดยบริษัทจิตตะ ดอท คอม จำกัด (“Jitta.com”) บริหารจัดการให้แบบอัตโนมัติ เพื่อผลตอบแทนระยะยาวที่สูงกว่าดัชนีตลาด การลงทุนมีความเสี่ยง ไม่ว่าจะเป็นการสูญเสียกำไรหรือเงินต้น กลยุทธ์การลงทุนของ Jitta Wealth ใช้ข้อมูลวิเคราะห์หุ้นของ Jitta.com ซึ่งคิดคำนวณจากข้อมูล ในอดีต อัตราผลตอบแทนที่ปรากฏบนเว็บไซต์นี้เป็นสมมุติฐานทางสถิติจากข้อมูลที่มี เพื่อใช้ประกอบการอธิบายรายละเอียดบริการเท่านั้น ไม่สามารถใช้รับประกันผลตอบแทนในอนาคตได้ สถานการณ์ในโลกที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะแง่บวกหรือแง่ลบ สามารถส่งผลกระทบ ต่อทั้งอุตสาหกรรมหรือกลุ่มธุรกิจ และอาจทำให้พอร์ตหุ้นที่มีการกระจายความเสี่ยงค่อนข้างมากแล้ว ประสบความผันผวนด้านราคาได้ Jitta Wealth ได้รับอนุญาตให้บริหารจัดการกองทุนเพื่อช่วยผู้ลงทุนบรรลุเป้าหมายด้านการเงินผ่านการ ลงทุนในสินทรัพย์ประเภท หุ้นโดยไม่มีเจตนาแนะนำความเหมาะสมของกลยุทธ์การลงทุนใดๆ แก่ผู้ลงทุน ผู้ลงทุนควรคำนึงถึงเป้าหมายการลงทุนส่วนตัว และค่าธรรมเนียมต่างๆ ของ Jitta Wealth ก่อนลงทุน
“Jitta Wealth” เป็นเครื่องหมายการค้าของบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนจิตตะ เวลธ์ จำกัด