Jitta Wealth Journal - วิธีรับมือดัชนี VNI ทะลุ 1,300 จุด

1 มิถุนายน 2564Jitta WealthJitta Wealth Journal

ส่องแผน Vaccine Tourism หุ้นไหนได้ประโยชน์

Jitta Wealth Journal ฉบับที่ 27 ประจำวันที่ 1 มิถุนายน 2564 สรุปสถานการณ์ความเคลื่อนไหวจากทุกมุมโลก ดังนี้

  • ดัชนี VNI ทะลุ 1,300 จุด จะไปต่ออีกไหม
  • Vaccine Tourism แผนกระตุ้นท่องเที่ยวสหรัฐฯ
  • Fed ขายพันธบัตรดึงเงินกลับ 485,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ 
  • ตลาดอีคอมเมิร์ซในอาเซียน โตสูงถึง 280,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายในปี 2573
  • จีนจะสนับสนุนให้คู่สมรสมีบุตรคนที่ 3 เพื่อกระตุ้นอัตราการเกิด
  • สำนักงาน ก.ล.ต. ออกเตือนนักลงทุนเกี่ยวกับการทำธุรกรรม DeFi

ไปติดตามกันได้เลย


ดัชนี VNI ทะลุ 1,300 จุด จะไปต่ออีกไหม

เวลานี้อะไรก็ฉุดความร้อนแรงของตลาดหุ้นเวียดนามไม่ได้ ดัชนี VNI วิ่งทะลุ 1,200 จุดไปเมื่อ 1 เม.ย. ตามที่กูรูคาดการณ์ไว้ ผ่านมาได้เพียง 55 วัน ทำนิวไฮใหม่ทะยานสู่ 1,300 จุด เมื่อวันที่ 25 พ.ค. ที่ผ่านมา

และส่งท้ายเดือน พ.ค. ที่ 1,328.05 จุด นิวไฮสูงสุดของดัชนี VNI ทำให้ 5 เดือนแรกของปี 2564 ดัชนี VNI ปรับตัวสูงขึ้น 20.31% 

เชื่อว่า ภาพความเคลื่อนไหวของตลาดหุ้นเวียดนามปีนี้ กำลังบอกอะไรคุณหลายๆ อย่างเลย

อย่างแรก คือ ไม่มีใครรู้ว่าจุดสูงสุดของดัชนีจะไปถึงเมื่อไร วันที่ดัชนี VNI ทะลุ 1,200 จุด ก็จะเจอคำถามว่า ดัชนีพุ่งถึงจุดสูงสุดหรือยัง ไปต่อหรือย่อตัว มาถึงวันนี้ หลายคนมีคำตอบแล้วนะ…ว่าไปต่อ

อย่างที่สอง คือ ไม่มีใครรู้ว่าดัชนีจะปรับฐานเมื่อไร วันนี้ดัชนี VNI ทะลุ 1,300 จุด มันมีโอกาสปรับฐานได้เสมอ แต่ไม่รู้ว่าเมื่อไร ถ้าศักยภาพของเศรษฐกิจของเวียดนามยังไปได้ดี ธุรกิจยังมีกำไร ตลาดหุ้นยังมีโอกาสเติบโตได้อีก

ในเมื่อยังมีนิวไฮใหม่ๆ ให้ตลาดหุ้นเวียดนามไปทดสอบได้ อาจจะ 1,350 หรือ 1,400 จุด และอาจจะไปได้ไกลกว่านั้นในอนาคต คำถามต่อมาคือ คุณจะรีรอให้ไปถึงจุดนั้น…หรือจะเริ่มลงทุนเลย โดยไม่ต้องจับจังหวะลงทุน

วันที่ดัชนี VNI ปรับฐานเมื่อกลางเดือน ม.ค. จนหลุด 1,100 จุด แล้วรีบาวด์ช่วงกลางเดือน ก.พ. จนมาถึงทะลุ 1,200 จุดต้นเดือน เม.ย. และทะลุ 1,300 จุดปลายเดือน พ.ค. ระหว่างนี้…คุณได้เริ่มลงทุนบ้างหรือยัง

ถ้าคุณยังรีรอยังไม่เข้าลงทุนตั้งแต่ต้นปี 2564 คุณกำลังจะเสียโอกาสได้รับผลตอบแทนจากการลงทุนในตลาดหุ้นที่กำลังมีศักยภาพเติบโตนะ

นักลงทุนอย่างดร. นิเวศน์ เหมวชิรวรากร ได้เขียนบทความล่าสุดและสรุปว่า “ภายใน 10 ปีนับจากวันนี้พอร์ตเวียดนามคงใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ เมื่อเทียบกับพอร์ตหุ้นไทยของผม” เพราะเขาเชื่อมั่นว่า ราคาหุ้นบริษัทในเวียดนามยังไม่แพง

ดร. นิเวศน์บอกว่า ปัจจัยพื้นฐานของประเทศเป็นสิ่งสำคัญที่เขาใช้พิจารณาลงทุน เศรษฐกิจเวียดนามเติบโตเร็วมาก แม้จะยังไม่เท่าไทย แต่ไม่ช้าก็เร็ว ด้วยสปีด GDP ที่โต 6-8% ต่อปี ขณะที่ไทยโต 2-3% เวียดนามโตทันไทยแน่นอน

เมื่อถึงเวลานั้น บริษัทจดทะเบียนในตลาดหุ้นเวียดนามก็ต้องเติบโตทัดเทียมกับเศรษฐกิจของประเทศอย่างแน่นอน

ดร. นิเวศน์ยังบอกอีกว่า นิวไฮรอบนี้ก็ยังไม่น่ากลัว เพราะเวียดนามเป็น Old Tech ในมุมมองคนอื่น แต่เป็น New Economy ในมุมมองของเขา เพราะในสายตาชาวโลก เวียดนามกำลังเป็น Rising Star เศรษฐกิจโตเร็วกว่าใคร

ยกตัวอย่างเช่น เม็ดเงินลงทุนโดยตรงจากต่างชาติ (Foreign Direct Investment – FDI) ในช่วง 5 เดือนแรก 14,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โต 0.8% รัฐบาลเวียดนามก็มั่นใจว่า ปี 2654 ยอด FDI จะเติบโตแน่นอน

ผลที่ตามมาคือ เวียดนามจะเกิดการลงทุนใหม่ ธุรกิจในประเทศก็ได้ประโยชน์ อัตราการจ้างงานสูงขึ้น ประชาชนมีรายได้มากขึ้น การบริโภคในประเทศก็เติบโต 

ถ้าคุณเชื่อมั่นในศักยภาพของตลาดหุ้นเวียดนามในระยะยาว…ก็ถึงเวลาที่จะเริ่มลงทุนแล้ว


โอกาสที่จะลงทุน ‘หุ้นดี ราคาถูก’ วิเคราะห์หุ้นด้วย AI ของ Jitta สร้างอัลกอริทึมด้วยหลักการลงทุนของ Warren Buffett 

ศึกษาหลักการลงทุนเพิ่มเติม


Jitta Wealth

Thematic เวียดนาม เริ่มต้น 100,000 บาท

ลงทุนธีมตลาดหุ้นเวียดนามกับ VanEck Vectors Vietnam ETF (VNM) อ้างอิงดัชนี MVIS Vietnam Index ลงทุนในหุ้นมาร์เก็ตแคปใหญ่อย่างน้อย 150 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือบริษัทต่างชาติที่สร้างรายได้ 50% ในเวียดนาม

ผลตอบแทนย้อนหลัง 1 ปี อยู่ที่ 44.25% จัดพอร์ตกระจายความเสี่ยงร่วมกับ 3 ธีมตลาดหุ้นอนาคตไกลอย่าง สหรัฐฯ จีน และอินเดีย

ศึกษาธีมตลาดหุ้นเวียดนามได้ที่


Vaccine Tourism แผนกระตุ้นท่องเที่ยวสหรัฐฯ

ประธานาธิบดีสหรัฐฯ Joe Biden พลิกวิกฤตเป็นโอกาส ด้วยการแจกวัคซีนหลักอย่าง Pfizer Moderna และ Johnson & Johnson ให้กับนักท่องเที่ยวต่างชาติทุกคนที่เดินทางเข้าประเทศฟรี

ก็เป็นกระแสให้กับบรรดาคนไทยมาสักพัก หลังจากที่มีหลายคนเดินทางไปฉีดวัคซีนที่สหรัฐฯ และมีการรีวิวผ่านโลกโซเชียล รวมทั้งบริษัททัวร์ไทยและสายการบินต่างสบช่อง ออกแพ็คเกจท่องเที่ยวและโปรราคาตั๋วมายั่วใจ

ทางการสหรัฐฯ จึงเห็นโอกาสทอง เตรียมพร้อมเปิดพรมแดน ตุนวัคซีนในประเทศให้มีเพียงพอ และวางแผนเพื่อดึงให้คนต่างชาติบินมาฉีดวัคซีน พร้อมพักอาศัยและท่องเที่ยวในสหรัฐฯ ไปด้วย

ลองคิดดูว่า คนจากทั่วโลกบินมาฉีด Johnson & Johnson เพียงแค่ 1 โดส แถมยังได้เที่ยวต่างประเทศครั้งแรกในรอบ 13-14 เดือน ลาพักร้อนสัก 1 สัปดาห์ก็คุ้มแล้ว แถมกลับไปพร้อมกับใบรับรองการฉีดวัคซีน เดินทางได้ทั่วโลก

ขณะที่ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรค (CDC) ของสหรัฐฯ รายงานว่า คนอเมริกันกว่า 40% ได้รับวัคซีนป้องกัน Covid-19 ครบ 2 โดสแล้วนับถึงวันที่ 28 พ.ค. ที่ผ่านมา

ไม่ใช่แค่สหรัฐฯ ที่มีแผน Vaccine Tourism ยังมีอีกหลายประเทศหลายเมือง เช่น รัสเซีย สำหรับ Sputnik V หรือ ดูไบ สำหรับ Sinopharm นอกจากนี้ยังมีมัลดีฟส์ก็เตรียมแผนกระตุ้นการท่องเที่ยวด้วยวัคซีนเช่นกัน

แน่นอนว่า อุตสาหกรรมท่องเที่ยวกำลังได้รับอานิสงส์โดยตรงจากแผน Vaccine Tourism และรัฐบาลหลายๆ ประเทศต่างกำลังพิจารณาแนวทางนี้ เพราะสามารถพลิกฟื้นธุรกิจท่องเที่ยวและสร้างรายได้ให้ประเทศได้ทันที

หลังจากนี้ราคาหุ้นกลุ่มโรงแรม รีสอร์ต สายการบินจะเป็นขาขึ้นอย่างชัดเจน และที่ตามมาด้วยกัน คือ หุ้นกลุ่ม Travel Tech เพราะพฤติกรรมนักท่องเที่ยวต่างพึ่งพาการจองที่พักและตั๋วเครื่องบินผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ทั้งนั้น

หุ้นกลุ่ม Travel Tech ยังรวมไปถึงการรีวิวที่พักบนเว็บไซต์ และการเรียกรถแท็กซี่ผ่านแอปพลิชันอีกด้วย

ไม่แน่ว่า หลังจากนี้อาจจะเห็นรัฐบาลหลายๆ ประเทศประกาศมาตรการ Vaccine Tourism ให้สามารถเดินทางไปฉีดวัคซีนได้ เทรนด์ท่องเที่ยวฟื้นตัวไม่หนีไปไหนแน่นอน


Jitta Wealth

ลงทุนรับท่องเที่ยวทั่วโลกฟื้นตัว ก่อนหุ้น Travel Tech ทะยาน

ธีม Travel Tech ของ Thematic
ลงทุนใน ETFMG Travel Tech ETF (AWAY)

ผลตอบแทนย้อนหลัง 1 ปี 66.67%

ศึกษาธีม Travel Tech ได้ที่


Jitta Wealth

Exclusive Q&A with CEO ประจำเดือนพฤษภาคม 2564

อัปเดตมุมมองของคุณตราวุทธิ์เกี่ยวกับหุ้นเทคโนโลยี โอกาสการลงทุนหุ้นจีนและเวียดนาม รวมทั้งความเป็นไปได้หากเกิดฟองสบู่ระหว่าง 2 มหาอำนาจโลก วิธีการรับมือหากตลาดหุ้นผันผวน สไตล์ Jitta Wealth เป็นอย่างไร 

ดูวิดีโอย้อนหลัง

สรุป Exclusive Q&A with CEO


สถานการณ์เศรษฐกิจทั่วโลกที่น่าสนใจ

📌 ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) เดินหน้าถอนสภาพคล่องออกจากระบบ ขายพันธบัตรดึงเงินกลับ 485,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ มูลค่าสูงสุดที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

ก่อนหน้านี้ Fed เคยดึงสภาพคล่องออกจากระบบเมื่อปลายปี 2558 มีมูลค่าสูงถึง 474,600 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เป็นการขายพันธบัตรกลับคืนสู่ตลาดเพิ่มเติม (Reverse Repo)

แม้ว่า Fed เองจะยังไม่ได้ประกาศออกมาชัดเจนว่า จะเริ่มลดมาตรการอัดฉีดสภาพคล่อง (QE) แต่การทำ Reverse Repo ก็สะท้อนว่า สภาพคล่องเริ่มล้นระบบ

นักวิเคราะห์ คาดว่า Fed จะไม่ทำอะไรที่ทำให้ตลาดตื่นตระหนก แต่การลดวงเงิน QE จะเริ่มเห็นได้ชัดในช่วงไตรมาสที่ 4 โดยจะส่งสัญญาณก่อนในไตรมาสที่ 3 หากตัวเลขการจ้างงานออกมาดีตามที่คาดไว้ 

ส่วนการขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย จากปัจจุบันที่ 0-0.25% คาดว่า Fed จะเริ่มพิจารณาในช่วงไตรมาสที่ 3 ของปี 2565  

📌 บรรษัทเงินทุนระหว่างประเทศ (International Finance Corporation – IFC) รายงานว่า ตลาดอีคอมเมิร์ซในอาเซียน มีแนวโน้มจะขยายตัวเติบโตมากกว่า 280,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายในปี 2573 

โดยบอกว่า ถ้าร้านค้าปลีกออนไลน์ยักษ์ใหญ่ในอาเซียนสนับสนุนผู้ประกอบการหญิงให้มาจับตลาดมากขึ้น จะทำให้มูลค่าอุตสาหกรรมอีคอมเมิร์ซโตได้ตามที่คาดการณ์ไว้ 

เนื่องจากยังมีความเหลื่อมล้ำกันระหว่างผู้ประกอบการชายและหญิง เช่น โอกาสในการเข้าถึงแหล่งเงินทุนไม่เท่ากัน โอกาสเข้าร่วมในธุรกิจมูลค่าสูงไม่เท่ากัน อย่างอิเล็กทรอนิกส์หรืออุปกรณ์ไอที

IFC บอกว่า ช่วง Covid-19 ระบาด ผู้ประกอบการหญิงในอาเซียนก็ลดจำนวนตามไปด้วย เพราะเสียโอกาสและประโยชน์มากกว่าชาย ขณะที่กลุ่มผู้ค้าขายหญิงมีความกระตือรือร้นสูงกว่า และมีส่วนทำให้ตลาดอีคอมเมิร์ซโตเร็วอีกด้วย

📌 ที่ประชุมคณะกรรมการกรมการเมืองของพรรคคอมมิวนิสต์จีน บอกว่า จีนจะสนับสนุนให้คู่สมรสมีบุตรคนที่ 3 เพื่อกระตุ้นอัตราการเกิด ขณะที่สังคมคนสูงวัยในจีนกำลังเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อเศรษฐกิจในอนาคต 

นับเป็นการปรับนโยบายครั้งใหญ่ของทางการจีน หลังจากที่ก่อนหน้านี้จีนกำหนดให้คู่สมรสมีบุตรได้ไม่เกิน 2 คน แต่ในช่วงที่ผ่านมา อัตราการเกิดใหม่ของจีนชะลอตัวมาก

จีนต้องการปรับปรุงโครงสร้างประชากร มีมาตรการดูแลผู้สูงอายุที่จะมีสัดส่วนมากขึ้น และต้องรักษาความได้เปรียบทางทรัพยากรบุคคลของประเทศด้วย

📌 สำนักงาน ก.ล.ต. ไทยออกเตือนนักลงทุนเกี่ยวกับการทำธุรกรรม DeFi (Decentralized Finance) ว่าการออกโทเคนดิจิทัลต้องได้รับอนุญาตจากสำนักงาน ก.ล.ต. ภายใต้พ.ร.ก. สินทรัพย์ดิจิทัลฯ พ.ศ. 2561 

ผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลที่เกี่ยวข้อง ต้องได้รับใบอนุญาตจากกระทรวงการคลังด้วย และปฏิบัติตามกฎเกณฑ์การทำธุรกิจอย่างเคร่งครัด ได้แก่

  • ศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล 
  • นายหน้าซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล 
  • ผู้ค้าสินทรัพย์ดิจิทัล
  • ผู้จัดการเงินทุนสินทรัพย์ดิจิทัล
  • ที่ปรึกษาสินทรัพย์ดิจิทัล

DeFi เป็นบริการทางการเงินแบบกระจายศูนย์บนระบบบล็อกเชน โดยไม่พึ่งพาตัวกลาง ดำเนินการผ่าน Smart Contact

ปัจจุบันมีโครงการ DeFi มากขึ้นผ่านการให้กู้ยืม การซื้อขายแลกเปลี่ยนสินทรัพย์ดิจิทัล การบริหารจัดการสินทรัพย์ และการออกโทเคนดิจิทัล

นักลงทุนควรศึกษาโครงการ DeFi ทั้งในทางเทคนิคด้านความปลอดภัย รวมถึงข้อกำหนด เงื่อนไข ฟังก์ชันการทำงาน และความเสี่ยงที่เกี่ยวข้อง โดยตรวจสอบรายชื่อผู้ประกอบธุรกิจที่ได้รับใบอนุญาตได้ที่เว็บไชต์สำนักงาน ก.ล.ต.


เข้าสู่เดือนสุดท้ายของไตรมาสที่ 2 กันแล้ว หลายประเทศยังเผชิญกับวิกฤต Covid-19 ระลอกใหม่ อย่างอินเดีย รวมทั้งไทย และประเทศอื่นๆ ในอาเซียน

ขณะที่อีกซีกโลก ทั้งในยุโรปและสหรัฐฯ กำลังเตรียมแผนการเปิดประเทศรับนักท่องเที่ยว รับฤดูกาลซัมเมอร์ที่จะถึงนี้

ภาพการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก เริ่มมีทิศทางชัดเจนมากขึ้นแล้ว ยิ่งถ้าสหรัฐฯ สามารถกระตุ้นเศรษฐกิจผ่าน Vaccine Tourism สำเร็จ ตลาดหุ้นมาร์เก็ตแคปใหญ่ของโลกน่าจะมีทิศทางที่สดใสในช่วงครึ่งหลังของปี

ขณะที่จีนก็สามารถจัดการกับวิกฤตครั้งนี้ได้ดี และยังเป็นผู้ส่งออกวัคซีนให้กับประเทศอื่นๆ ด้วย

จะเห็นได้ว่า ประเทศไหนที่จัดการและคุมการแพร่ระบาดได้ดี เร่งมือฉีดวัคซีนให้เกิดภูมิคุ้มกันหมู่ โอกาสระบาดรอบใหม่น้อย กิจกรรมทางเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวจะฟื้นกลับมาได้เร็ว

หวังว่า ไทยจะผ่านวิกฤตรอบนี้ได้ในเร็ววัน 

แล้วพบกันสัปดาห์หน้า

อ่าน Jitta Wealth Journal ย้อนหลัง

Jitta Wealth Journal – Travel Tech เตรียมทะยาน เกาะกระแสเปิดประเทศ

Jitta Wealth Journal – คุณจะรับมือ Stagflation อย่างไร

บริษัท หลักทรัพย์จัดการกองทุนจิตตะ เวลธ์ จำกัด
1111/9-10 ถนนลาดพร้าว แขวงจันทรเกษม เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร 10900



สงวนลิขสิทธิ์ © 2020 บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนจิตตะ เวลธ์ จำกัด
เนื้อหาทั้งหมดบนเว็บไซต์นี้จัดทำขึ้นโดยบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนจิตตะ เวลธ์ จำกัด (“Jitta Wealth”) ผู้บริหารจัดการบัญชีกองทุนส่วนบุคคล Jitta Wealth ที่ได้รับใบอนุญาตบริหารจัดการกองทุนประเภท ค เลขที่ ลค-0105-01 และดำเนินการภายใต้การกำกับ ดูแลของ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) Jitta Wealth ให้บริการกองทุนส่วนบุคคลสำหรับผู้ลงทุนรายย่อย ที่ต้องการนำเงินมาลงทุนในตลาดทุน โดยใช้เทคโนโลยี AI วิเคราะห์หุ้นและกลยุทธ์การลงทุนที่จัดทำโดยบริษัทจิตตะ ดอท คอม จำกัด (“Jitta.com”) บริหารจัดการให้แบบอัตโนมัติ เพื่อผลตอบแทนระยะยาวที่สูงกว่าดัชนีตลาด การลงทุนมีความเสี่ยง ไม่ว่าจะเป็นการสูญเสียกำไรหรือเงินต้น กลยุทธ์การลงทุนของ Jitta Wealth ใช้ข้อมูลวิเคราะห์หุ้นของ Jitta.com ซึ่งคิดคำนวณจากข้อมูล ในอดีต อัตราผลตอบแทนที่ปรากฏบนเว็บไซต์นี้เป็นสมมุติฐานทางสถิติจากข้อมูลที่มี เพื่อใช้ประกอบการอธิบายรายละเอียดบริการเท่านั้น ไม่สามารถใช้รับประกันผลตอบแทนในอนาคตได้ สถานการณ์ในโลกที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะแง่บวกหรือแง่ลบ สามารถส่งผลกระทบ ต่อทั้งอุตสาหกรรมหรือกลุ่มธุรกิจ และอาจทำให้พอร์ตหุ้นที่มีการกระจายความเสี่ยงค่อนข้างมากแล้ว ประสบความผันผวนด้านราคาได้ Jitta Wealth ได้รับอนุญาตให้บริหารจัดการกองทุนเพื่อช่วยผู้ลงทุนบรรลุเป้าหมายด้านการเงินผ่านการ ลงทุนในสินทรัพย์ประเภท หุ้นโดยไม่มีเจตนาแนะนำความเหมาะสมของกลยุทธ์การลงทุนใดๆ แก่ผู้ลงทุน ผู้ลงทุนควรคำนึงถึงเป้าหมายการลงทุนส่วนตัว และค่าธรรมเนียมต่างๆ ของ Jitta Wealth ก่อนลงทุน
“Jitta Wealth” เป็นเครื่องหมายการค้าของบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนจิตตะ เวลธ์ จำกัด