Jitta Wealth Journal - ตลาดหุ้นเวียดนามทุบสถิติในรอบ 20 ปี

6 เมษายน 2564Jitta Wealth Journal

Biden เตรียมสกัดดาวรุ่ง ‘จีน’ ทุกทาง 

Jitta Wealth Journal ฉบับที่ 20 ประจำวันที่ 6 เม.ย. มีประเด็นข่าวที่น่าติดตามและมีผลกระทบต่อการลงทุนทั้งในหุ้นไทยและต่างประเทศ ดังนี้

  • ดัชนี VNI ตลาดหุ้นเวียดนาม ทำนิวไฮอีกครั้ง
  • Biden เตรียมผุดโครงสร้างพื้นฐาน 2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ
  • ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ขานรับแผน Biden
  • ทำไมนักลงทุนควรหลีกเลี่ยงการจับจังหวะตลาด
  • รัฐนิวยอร์กปลดล็อกกัญชาเพื่อสันทนาการ
  • แบงก์ชาติกางโรดแมปพัฒนา ‘เงินบาทดิจิทัล’

นอกจากนี้ ทีมงาน Jitta Wealth มีบทความ ‘วิธีลงทุน Thematic ให้ผันผวนน้อยลง’ มี 2 ตอน ‘ลงทุน 1 หรือ 4 ธีมดีกว่ากัน?’ กับ ‘ลงทุนก้อนใหญ่ทีเดียว หรือ DCA ดีกว่า?’

ไปติดตามกันได้เลย


ดัชนี VNI ตลาดหุ้นเวียดนาม ทำนิวไฮอีกครั้ง

มาแรงไม่หยุด ฉุดไม่อยู่ สำหรับตลาดหุ้นเวียดนาม ไม่ต้องพึ่งกูรูมาฟันธง เพราะดัชนี VNI ดัชนีหลักของตลาดหลักทรัพย์โฮจิมินห์ มีโอกาสทำนิวไฮได้อีกหลายครั้งในอนาคต

ดัชนี VNI ต้อนรับไตรมาสที่ 2 ของปี 2564 ในวันที่ 1 เม.ย. ปิดที่ 1,216.1 จุด เพิ่มขึ้นจากวันก่อนหน้า 2.07% และต่อเนื่องในวันที่ 2 เม.ย. ปิดที่ 1,224.45 จุด เพิ่มขึ้น 0.69%

จนถึงวันที่ 5 เม.ย. ยังยืนเหนือ 1,200 จุดได้อีก ปิดที่ 1,236.05 จุด เพิ่มขึ้น 0.95% เรียกได้ว่า 3 วันทำการนี้ ดัชนี VNI ทำสถิติในรอบ 20 ปี บันทึกเป็นประวัติศาสตร์ของตลาดหุ้นเวียดนามได้เลย

สถิติสูงสุดเก่า เลยทำไว้เมื่อ 9 เม.ย. 2561 ปิดที่ 1,204.33 จุด ใช้เวลาเพียง 3 ปีถึงจะกลับมาทำนิวไฮใหม่อีกครั้ง ส่งผลให้ดัชนี VNI กลายเป็นดัชนีตลาดหุ้นที่โตเร็วที่สุดในเอเชีย 

แน่นอนว่า เมื่อตลาดหุ้นเป็นขาขึ้น ตามมาด้วยความกังวลจากนักวิเคราะห์ว่า ดัชนีขึ้นเร็วไปหรือไม่ เพราะราคาหุ้นพุ่งขึ้นตามดัชนีก็จริง แต่มูลค่าการซื้อขายไม่สูงมาก อยู่ที่ 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อวันเท่านั้น

ถ้าหากจะลงทุนระยะยาว สิ่งที่ควรวิเคราะห์ต่อคือ ปัจจัยพื้นฐานของเวียดนาม ไม่ว่าจะเป็นการเมือง เศรษฐกิจ ขีดความสามารถทางการแข่งขัน และศักยภาพการเติบโตในอนาคต ยังมีหรือไม่

เพราะปัจจัยเหล่านี้ ล้วนผลักดันตลาดหุ้นเวียดนามด้วยเช่นเดียวกัน คิดง่ายๆ ถ้าเศรษฐกิจดี เม็ดเงินลงทุนจากต่างชาติสูง ก็จะเกิดการจ้างงาน ผู้คนมีกำลังซื้อ บริษัทจดทะเบียนก็มีผลประกอบการดีตามไปด้วย

นอกจากนี้ Vietnam Securities Depository Center (VSD) รายงานว่า ได้เปิดบัญชีลงทุนใหม่ในเดือนก.พ. 58,000 บัญชี ขณะที่ปี 2563 เปิดบัญชีใหม่ให้นักลงทุนประมาณ 600,000 บัญชี 

นักวิเคราะห์มองว่า นักลงทุนรายย่อยเป็นกลุ่มหลักในการขับเคลื่อนตลาดหุ้นเวียดนาม มีสัดส่วนถึง 90% เลยทีเดียว


Biden เตรียมผุดโครงสร้างพื้นฐาน 2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ

หลังจากผลักดันแผนกระตุ้นเศรษฐกิจสหรัฐฯ หลัง Covid-19 มูลค่า 1.9 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ Joe Biden ประธานาธิบดีเปิดตัวแผนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน มูลค่ากว่า 2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ

แผนนี้ เพื่อต้องการเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้เศรษฐกิจสหรัฐฯ ผ่านการลงทุนจากรัฐบาล และต้องการสกัดดาวรุ่งมหาอำนาจหน้าใหม่อย่างจีน เพื่อไม่ให้มีเศรษฐกิจใหญ่โตแซงหน้าสหรัฐฯ ในอนาคตอันใกล้นี้ 

ภายใต้แผนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่จะทำในช่วง 8 ปีนี้ ประกอบด้วย

  • ซ่อมแซมถนนทั่วประเทศเป็นระยะทาง 32,000 ก.ม. 
  • สะพานที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจ 10 แห่ง 
  • สะพานเล็กๆ ประมาณ 10,000 จุด 
  • กำจัดท่อตะกั่วในโครงข่ายบริการน้ำประปาที่เป็นอันตรายต่อประชาชน
  • ยกระดับเครือข่ายการจ่ายไฟฟ้า ระบบบรอดแบนด์คอมพิวเตอร์ และระบบขนส่งครั้งใหญ่

เจ้าหน้าที่จากทำเนียบข่าว ระบุว่า สหรัฐฯ เป็นประเทศที่ร่ำรวยที่สุดในโลก แต่คุณภาพของโครงสร้างพื้นฐานกลับถูกจัดให้อยู่ในอันดับที่ 13 ของโลก เพราะรัฐบาลขาดการลงทุนพัฒนาในหลายสิบปีที่ผ่านมา จนทุกอย่างเริ่มทรุดโทรม

เงินลงทุนก้อนนี้ Biden  เสนอว่า ให้จัดหามาจากรายได้ภาษีธุรกิจที่จะปรับขึ้นจากอัตรา 21% เป็น 28% แต่รัฐบาลยังคงเปิดรับแนวความคิดอื่นๆ เกี่ยวกับการจัดหาแหล่งเงินมาสนับสนุนโครงการต่างๆ ด้วย

ประเด็นการขึ้นภาษีธุรกิจ สมาชิกพรรค Republican ในสภาคองเกรสได้แสดงท่าทีคัดค้าน โดยมองว่า ส่งผลให้เศรษฐกิจของสหรัฐฯ ชะลอตัว และเป็นการลดทอนความสามารถในการแข่งขันของบริษัทสัญชาติอเมริกันในตลาดโลก

ต้องมาลุ้นดูว่า แผนการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานครั้งใหญ่ในรอบหลายสิบปีนี้ Biden จะผลักดันร่างงบประมาณให้ผ่านสภาคองเกรสได้หรือไม่

แต่ก็มีวิธี Fast Track ในการผ่านร่างงบประมาณ โดยให้สภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาให้การรับรอง ด้วยคะแนนเสียงเกินกึ่งหนึ่ง แทนที่จะใช้คะแนนเสียง 2 ใน 3 สำหรับการผ่านกฎหมายทั่วไป

วิธีนี้จะทำให้ Biden สามารถผลักดันมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจโดยไม่จำเป็นต้องได้รับเสียงสนับสนุนจากพรรค Republican


ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ขานรับแผน Biden

สัปดาห์ที่ผ่านมา ตลาดหุ้นสหรัฐฯ เปิดทำการแค่ 4 วัน วันศุกร์ที่ผ่านมาเป็นวัน Good Friday 

เข้าสู่วันแรกของไตรมาสที่ 2 ของปี 2564 ดัชนี S&P500 ทำสถิติปิดที่เหนือระดับ 4,000 จุดเป็นครั้งแรก เนื่องจากนักลงทุนเข้าซื้อหุ้นบริษัทเทคโนโลยี ซึ่งเป็นหุ้นในกลุ่ม Growth Stock ไม่ว่าจะเป็น Microsoft Amazon และ Alphabet

ส่วนดัชนี DJIA พุ่งขึ้น 171.66 จุด ปิดที่ 33,153.21 จุด ขานรับดัชนีภาคการผลิตของสหรัฐฯ พุ่งขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบกว่า 37 ปี 

แน่นอนว่า การประกาศแผนลงทุนโครงสร้างพื้นฐานวงเงินกว่า 2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐของ Biden ทำให้นักลงทุนต่างคาดหวังต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ จากมาตรการกระตุ้นครั้งใหญ่

เดือนมี.ค. ที่ผ่านมา ดัชนี DJIA ปรับตัวขึ้นราว 6.6% ดัชนี S&P500 เพิ่มขึ้น 4.2% และดัชนี Nasdaq ขยับขึ้น 0.4% 

ส่วนตลอดทั้งไตรมาส 1 ดัชนี DJIA พุ่งขึ้น 7.8% ดัชนี S&P500 ปรับตัวขึ้น 5.8% และดัชนี Nasdaq เพิ่มขึ้น 2.8%

สำหรับทิศทางอัตราตอบแทนพันธบัตร 10 ปีของสหรัฐฯ ในสัปดาห์นี้ มีแนวโน้มสร้างความผันผวนให้ตลาดหุ้นอยู่ เพราะสัปดาห์ที่ผ่านมา Bond Yield พุ่งแตะ 1.72%

ที่ต้องจับตาคือ การประชุมประจำเดือนของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) วันพุธนี้ เพื่อดูสัญญาณมุมมองเศรษฐกิจ แต่เฟดยังคงมีมติคงอัตราดอกเบี้ยระยะสั้นที่ระดับ 0-0.25% 


ทำไมนักลงทุนควรหลีกเลี่ยงการจับจังหวะตลาด

Bank of America ทำวิจัยเชิงปริมาณ ได้ข้อสรุปว่า เป็นเรื่องยาก ถ้าจะคาดการณ์ภาวะตลาดหรือจับหวะลงทุน ไม่ว่าคุณจะเป็นนักลงทุนมือใหม่หรือมีประสบการณ์มานานก็ตาม

เพราะนักลงทุนมีโอกาสพลาด หากพยายามจับจังหวะเข้าและออกในช่วงเวลาที่เหมาะสม

Bank of America ดูสถิติย้อนหลัง 91 ปีเลยทีเดียว ช่วง 2473-2563 หากนักลงทุนชิงขายหุ้น 10 วันที่ดีที่สุดของดัชนี S&P500 ในแต่ละทศวรรษ ผลตอบแทนรวมจะอยู่ที่ 28% 

ในทางกลับกันหากนักลงทุนมีความสม่ำเสมอในการลงทุนตลอดทั้งขาขึ้นและขาลงผลตอบแทนรวมจะสูงถึง 17,715%

เมื่อดัชนีตลาดหุ้นตกลง มักจะเกิดภาวะ Panic Sell อยู่แล้ว ถ้านักลงทุนชิงขายช่วงขาลงทันที ก็จะเสียโอกาสที่จะได้รับผลตอบแทนที่ดี เพราะเมื่อตลาดหุ้นขึ้นต่อเนื่อง มักจะตามมาด้วยภาวะดัชนีลงแรงๆ เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้

แต่ถ้ายังเข้าลงทุนต่อในช่วงดัชนีขาลงจะช่วยลดการขาดทุนในพอร์ตได้ ถ้าใครลงทุนช่วงวิกฤต Covid-19 ปีที่ผ่าน จะเห็นได้ว่า ตลาดหุ้นฟื้นตัวเร็วมากและพอร์ตลงทุนก็กลับมามีกำไรได้อย่างรวดเร็ว

Bank of America ไม่ปฎิเสธว่า ถ้าคาดการณ์ตลาดและจับจังหวะได้ถูกต้อง จะได้ผลตอบแทนสูงกว่า

จากสถิติตลาดหุ้นในช่วง 90 ปี ถ้านักลงทุนขายหุ้นใน 10 วันที่ดีที่สุดและแย่ที่สุดในแต่ละทศวรรษ จะได้ผลตอบแทนรวมที่ 27,213%

หรือถ้านักลงทุนมีความสามารถพิเศษ ทายและจับจังหวะถูกเสมอ ขายหุ้นในช่วง 10 วันที่แย่ที่สุดในแต่ละทศวรรษ จะสามารถสร้างผลตอบแทนได้มากถึง 3,793,787%

แต่กลับไปที่ประเด็นแรก คือ มันยากและโอกาสทาย ‘ผิด’ มากกว่า ‘ถูก’

หากคุณไม่ใช่คนที่คาดการณ์ตลาดได้ถูกทุกครั้ง การลงทุนในทุกช่วงเวลาของตลาดหุ้น จึงเป็นสูตรสำเร็จอย่างง่าย เพื่อหลีกเลี่ยงการขาดทุน นี่คือประเด็นสำคัญ จากการรวบรวมข้อมูลของ Bank of America


วิธีลงทุน Thematic ให้ผันผวนน้อยลง (ตอนที่ 1)
ลงทุน 1 หรือ 4 ธีมดีกว่ากัน?

ลองมาดูแบบจำลองพอร์ตลงทุน Thematic กันว่า ระหว่าง 1 ธีมหรือ 4 ธีม ดูผลตอบแทน 1 ปี และเปรียบเทียบความผันผวนเป็นยังไง อยู่ที่ว่า คุณจะเลือกฝากความหวังไว้กับ 1 ธีม หรือกระจายความเสี่ยงแบบ 4 ธีม

อ่านต่อ


วิธีลงทุน Thematic ให้ผันผวนน้อยลง (ตอนที่ 2)
ลงทุนก้อนใหญ่ทีเดียว หรือ DCA ดีกว่า?

เราจำลองพอร์ตลงทุน Thematic แบบ 5 ธีมเมกะเทรนด์และ 4 ธีมประเทศ มาให้คุณเปรียบเทียบระหว่างลงทุนเงินก้อนเดียว กับทยอยเพิ่มทุนเดือนละครั้ง เป็นเวลา 1 ปี ผลตอบแทนและจุดขาดทุนสูงสุดแตกต่างกันอย่างไร

อ่านต่อ


รัฐนิวยอร์กปลดล็อกกัญชาเพื่อสันทนาการ

พยายามกันมาหลายปี ในที่สุดกฎหมายของรัฐอนุญาตให้คนนิวยอร์กครอบครองกัญชาได้ถึง 3 ออนซ์ รวมทั้งจะลบประวัติครอบครองกัญชาที่มีการตรวจจับก่อนหน้านี้ด้วย 

ฝ่ายนิติบัญญัติอนุมัติร่างกฎหมายเมื่อวันที่ 30 มี.ค. ที่ผ่านมา ชาวนิวยอร์กอายุ 21 ปีขึ้นไปสามารถครอบครองกัญชาได้ ตามจำนวนที่ระบุไว้

คาดว่า รัฐนิวยอร์กจะสร้างอุตสาหกรรมบริโภคกัญชามูลค่า 4,200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และจะเป็น 1 ในตลาดกัญชาที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ  

อย่างไรก็ตามการจำหน่ายกัญชา ผู้ประกอบการไม่ว่าจะเป็นปลูก แปรรูป และขายยังต้องมีการขอใบอนุญาต รวมทั้งการขายหน้าร้านและบริการเดลิเวอรี

หลังจากผ่านร่างแล้วยังต้องใช้เวลาในการกำหนดระเบียบ เงื่อนไข และการเก็บภาษี ซึ่งการจำหน่ายกัญชาทั่วไปอาจจะเริ่มได้ในปี 2565

หลังจากนั้นอีก 18 เดือน คนนิวยอร์กจะสามารถปลูกกัญชาเองที่บ้านได้ 6-12 ต้น สำหรับใช้เพื่อสันทนาการ ส่วนใช้ในทางการแพทย์ กฎหมายปลดล็อกให้ทำได้เลย 6 เดือนนับจากนี้

ในปี 2557 รัฐนิวยอร์กปลกล็อกให้ใช้กัญชาในทางการแพทย์ได้ก่อนที่จะอนุญาตให้ใช้เพื่อสันทนาการในปี 2564


แบงก์ชาติกางโรดแมปพัฒนา ‘เงินบาทดิจิทัล’ 

ธนาคารแห่งประเทศไทย (แบงก์ชาติ) กางแผนพัฒนาสกุลเงินดิจิทัลที่ออกโดยธนาคารกลางสำหรับการใช้งานในภาคประชาชน (Retail Central Barik Digital Currency - Retail CBDC) 

เงินบาทดิจิทัลของแบงก์ชาติจะสามารถใช้ในการทำธุรกรรมทางการเงินออนไลน์และออฟไลน์ รวมทั้งต่อยอดกับนวัตกรรมทางการเงินอื่นๆ และฟินเทคในอนาคตด้วย

แบงก์ชาติจะเตรียมแนวทางพัฒนาเงินบาทดิจิทัลในช่วงปี 2564-2565 โดยจะเปิดรับฟังความคิดเห็นจากประชาชน 15 มิ.ย. นี้ และเดือนก.ค. จะเริ่มการพัฒนาการใช้ระดับ Pilot 

ในไตรมาสที่ 2 ปี 2565 คาดว่า จะเริ่มทดสอบใช้เงินบาทดิจิทัลในวงจำกัดก่อนจะเผยกำหนดการใช้ทั่วไปในอนาคต 

แบงก์ชาติเลือกการกระจายสกุลเงินบาทดิจิทัลผ่านสถาบันการเงินและให้สถาบันการเงินกระจายต่อไปยังประชาชน ดังนั้นตัวกลางจะเป็นได้ทั้งธนาคารพาณิชย์และหน่วยงานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง

ส่วนคริปโทเคอเรนซีและสเตเบิ้ลคอยน์ที่ออกโดยภาคเอกชน จะยังสามารถพัฒนาควบคู่ไปกับที่แบงก์ชาติเตรียมออกเงินบาทดิจิทัล รวมทั้งนำไปใช้ในอีวอลเล็ตของค่ายอื่นๆ ได้ด้วย 

ปัจจุบันมีประเทศเดียวในโลกที่ทำแผน Retail CBDC ใช้จริง คือ บาฮามาส ซึ่งออกใช้เมื่อปลายปี 2563 ส่วน ‘หยวนดิจิทัล’ ของจีนอยู่ระหว่างการทดสอบใช้

สำหรับไทยติดอยู่ใน Top 10 ของธนาคารกลางทั่วโลกที่มีความก้าวหน้าในการศึกษาและพัฒนา CBDC ก่อนหน้านี้มีโครงการ ‘อินทนนท์’ เป็นการทดสอบ Wholesale CBDC หรือสกุลเงินดิจิทัลที่ใช้ระหว่างภาคธุรกิจ 


จะเห็นได้ว่า ก่อนหน้านี้ที่ตลาดหุ้นสหรัฐฯ มีความผันผวนอยู่บ้าง ที่เกิดจากประเด็นผลตอบแทนพันธบัตร 10 ปี ราคาหุ้นเทคปรับฐาน แรงเทขายทำกำไรจากกองทุน หรือความคาดหวังต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ 

แต่ในภาพรวมระยะสั้นเดือนมี.ค. และไตรมาสแรก 3 ดัชนีหลัก ได้แก่ DJIA Nasdaq และ S&P500 ยังเพิ่มขึ้น สรุปได้ว่า ตลาดหุ้นผันผวนในรอบ 1 วันหรือ 1 สัปดาห์ ไม่ได้สะท้อนภาพขาลงไปเสียทีเดียว

ความเคลื่อนไหวเพียง 1 เดือน ก็ไม่ได้สะท้อนภาพรวมตลาดหุ้นทั้งปีฉันใดฉันนั้น ใครจะคาดว่า เปิดไตรมาส 2 ประธานาธิบดี Biden จะประกาศลงทุนโครงสร้างพื้นฐานครั้งใหญ่ในรอบหลายทศวรรษของสหรัฐฯ

มาลุ้นกันว่า ตลาดหุ้นทั่วโลกจะเป็นอย่างไรในไตรมาสนี้ ท่ามกลางความหวังการฟื้นตัวหลัง Covid-19 และวัคซีนที่กระจายไปทั่วโลก

แล้วพบกันสัปดาห์หน้า

อ่าน Jitta Wealth Journal ย้อนหลัง

3 กอง ETF ที่ทุกคนควรถือยาวๆ

จับตาความระหองระแหงของ 2 มหาอำนาจ

บริษัท หลักทรัพย์จัดการกองทุนจิตตะ เวลธ์ จำกัด
1111/9-10 ถนนลาดพร้าว แขวงจันทรเกษม เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร 10900



สงวนลิขสิทธิ์ © 2020 บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนจิตตะ เวลธ์ จำกัด
เนื้อหาทั้งหมดบนเว็บไซต์นี้จัดทำขึ้นโดยบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนจิตตะ เวลธ์ จำกัด (“Jitta Wealth”) ผู้บริหารจัดการบัญชีกองทุนส่วนบุคคล Jitta Wealth ที่ได้รับใบอนุญาตบริหารจัดการกองทุนประเภท ค เลขที่ ลค-0105-01 และดำเนินการภายใต้การกำกับ ดูแลของ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) Jitta Wealth ให้บริการกองทุนส่วนบุคคลสำหรับผู้ลงทุนรายย่อย ที่ต้องการนำเงินมาลงทุนในตลาดทุน โดยใช้เทคโนโลยี AI วิเคราะห์หุ้นและกลยุทธ์การลงทุนที่จัดทำโดยบริษัทจิตตะ ดอท คอม จำกัด (“Jitta.com”) บริหารจัดการให้แบบอัตโนมัติ เพื่อผลตอบแทนระยะยาวที่สูงกว่าดัชนีตลาด การลงทุนมีความเสี่ยง ไม่ว่าจะเป็นการสูญเสียกำไรหรือเงินต้น กลยุทธ์การลงทุนของ Jitta Wealth ใช้ข้อมูลวิเคราะห์หุ้นของ Jitta.com ซึ่งคิดคำนวณจากข้อมูล ในอดีต อัตราผลตอบแทนที่ปรากฏบนเว็บไซต์นี้เป็นสมมุติฐานทางสถิติจากข้อมูลที่มี เพื่อใช้ประกอบการอธิบายรายละเอียดบริการเท่านั้น ไม่สามารถใช้รับประกันผลตอบแทนในอนาคตได้ สถานการณ์ในโลกที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะแง่บวกหรือแง่ลบ สามารถส่งผลกระทบ ต่อทั้งอุตสาหกรรมหรือกลุ่มธุรกิจ และอาจทำให้พอร์ตหุ้นที่มีการกระจายความเสี่ยงค่อนข้างมากแล้ว ประสบความผันผวนด้านราคาได้ Jitta Wealth ได้รับอนุญาตให้บริหารจัดการกองทุนเพื่อช่วยผู้ลงทุนบรรลุเป้าหมายด้านการเงินผ่านการ ลงทุนในสินทรัพย์ประเภท หุ้นโดยไม่มีเจตนาแนะนำความเหมาะสมของกลยุทธ์การลงทุนใดๆ แก่ผู้ลงทุน ผู้ลงทุนควรคำนึงถึงเป้าหมายการลงทุนส่วนตัว และค่าธรรมเนียมต่างๆ ของ Jitta Wealth ก่อนลงทุน
“Jitta Wealth” เป็นเครื่องหมายการค้าของบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนจิตตะ เวลธ์ จำกัด