จัดพอร์ต ‘หุ้นเมกะแคป’ ในตลาดหุ้นสหรัฐฯ เกาะเทรนด์เศรษฐกิจฟื้น

23 กันยายน 2564Global ETFJitta RankingJitta WealthThematic

คุณเคยมีความคิดจะเป็นเจ้าของบริษัทยักษ์ใหญ่ระดับโลกบ้างไหม? 

ไม่ว่าจะเป็นบิ๊กเทคอย่าง Apple Microsoft Google Amazon หรือ Facebook ที่ฝ่าวิกฤต Covid-19 มาได้อย่างสวยงาม เนื่องจากผู้คนทั่วโลกต้องใช้เทคโนโลยีมากขึ้น มาร์เก็ตแคปโตเอาโตเอา บางบริษัททะลุ 2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐเข้าไปแล้ว มากกว่ามูลค่า GDP ของแคนาดาเสียอีก ซึ่งสะท้อนว่า บริษัทเหล่านี้มีความมั่นคงและแข็งแกร่งมากพอต่อการเติบโตในอนาคต

บริษัทเหล่านี้อยู่ในตลาดหุ้นสหรัฐฯ ตลาดหุ้นที่มีมาร์เก็ตแคปใหญ่ที่สุดในโลก มูลค่า ณ 30 มิถุนายน 2564 อยู่ที่ 47 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ จากกว่า 4,200 บริษัท 

ทีมงาน Jitta Wealth จะพาคุณไปทำความรู้จักกับ 8 บริษัทที่มีมาร์เก็ตแคปสูงที่สุดในตลาดหุ้นสหรัฐฯ นอกจากจะมี 5 บิ๊กเทคที่เรากล่าวถึงแล้ว ยังมี Tesla (พัฒนารถยนต์ไฟฟ้า) Berkshire Hathaway (บริษัทโฮลดิงของ Warren Buffett) และ Nvidia (ผู้ผลิตการ์ดจอและฮาร์ดแวร์คอมพิวเตอร์) 

เรียกได้ว่า เป็นบริษัทที่พัฒนาเทคโนโลยีในด้านใดด้านหนึ่งถึง 7 บริษัทเลยทีเดียว

มาหาคำตอบกันว่า ทั้ง 8 บริษัทนี้ มีความน่าสนใจอย่างไรและน่าลงทุนแค่ไหนบ้าง

ส่อง 8 ‘หุ้นเมกะแคป’ ในตลาดหุ้นสหรัฐฯ

แน่นอนว่า หุ้นที่มีมาร์เก็ตแคปใหญ่ๆ จะเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนดัชนีตลาดหุ้นในสหรัฐฯ มีส่วนดันให้ดัชนีขึ้นๆ ลงๆ ได้ในแต่ละวันทำการ 

8 ‘หุ้นเมกะแคป’ เหล่านี้ด้วยเช่นกัน ที่อยู่ใน Top 10 ดัชนี S&P500 และ Nasdaq ส่วนใหญ่เป็นบริษัทที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาเทคโนโลยีที่เป็นเมกะเทรนด์แห่งอนาคต

ทั้ง 8 บริษัทนี้มีการงบการเงินแข็งแกร่งในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ซึ่งจะช่วยให้คุณประเมินถึงศักยภาพในการเติบโตของ 8 หุ้นเหล่านี้ในอนาคตได้อีกด้วย 

  1. Apple (AAPL)

บริษัทที่ผลิตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์มากมายให้กับผู้ใช้ทั่วโลก ทุกวันนี้ไม่มีใครไม่รู้จักกับ Apple ที่มีสินค้าตรงกับความต้องการของผู้บริโภคอยู่เสมอ เช่น iPhone iPad และ iMac นอกจากนี้ Apple ยังขยายธุรกิจกระจายไปยังการให้บริการผ่านแพลตฟอร์มต่างๆ เช่น Apple TV หรือ App Store ที่สร้างรายได้ให้กับบริษัทอย่างมหาศาลอีกด้วย 

Apple พยายามพัฒนามีผลิตภัณฑ์และนวัตกรรมใหม่ๆ ที่จะมาตีตลาดเทคโนโลยีในอนาคต ปัจจุบัน Apple เป็นบริษัทที่มีมูลค่าสูงที่สุดในโลก มาร์เก็ตแคป ณ 22 กันยายน 2564 อยู่ที่ 2.41 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ

256125622563
มาร์เก็ตแคป746,0701,287,0002,255,000
รายได้265,595260,174274,515
กำไรสุทธิ59,53155,25657,411
ที่มา: Jitta และ CompaniesMarketCap หน่วย: ล้านดอลลาร์สหรัฐ
  1. Microsoft (MSFT)

บริษัทผู้ผลิตและพัฒนาซอฟต์แวร์รายใหญ่ของโลก โดยมีระบบปฏิบัติการอย่าง Windows รวมไปถึงซอฟต์แวร์ในสำนักงานอย่าง Microsoft Office ที่ใช้กันทั่วโลกจนถึงทุกวันนี้ บริษัทได้ขยายธุรกิจไปหลากหลายเทคโนโลยี เช่น เกม และระบบคลาวด์ โดยเฉพาะบริการคลาวด์ อย่าง Azure ทำให้ในปี 2557 บริษัทเติบโตขึ้นอย่างมากจนถึงปัจจุบัน มาร์เก็ตแคป ณ 22 กันยายน 2564 อยู่ที่ 2.24 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ

256125622563
มาร์เก็ตแคป780,3601,200,0001,681,000
รายได้110,360125,843143,015
กำไรสุทธิ16,57139,24044,281
ที่มา: Jitta และ CompaniesMarketCap หน่วย: ล้านดอลลาร์สหรัฐ
  1. Alphabet (GOOG)

เสิร์ชเอนจินค้นหาข้อมูลบนอินเทอร์เน็ตอันดับ 1 ของโลก ที่เติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วและแพร่หลายไปทั่วโลก มีรายงานว่าผู้คนใช้ Google เพื่อค้นหาข้อมูลประมาณ 5,600 ล้านครั้งต่อวันทั่วโลก Google เป็นเจ้าของเว็บไซต์คลังคลิปวิดีโอชื่อดังอย่าง YouTube และเป็นผู้พัฒนาระบบปฏิบัติการ Android รายได้หลักส่วนใหญ่ของ Google มาจากค่าโฆษณา และการให้บริการผ่าน Google Play มาร์เก็ตแคป ณ 22 กันยายน 2564 อยู่ที่ 1.88 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ

256125622563
มาร์เก็ตแคป723,550921,1301,185,000
รายได้136,819161,857182,527
กำไรสุทธิ30,73634,34340,269
ที่มา: Jitta และ CompaniesMarketCap หน่วย: ล้านดอลลาร์สหรัฐ
  1. Amazon (AMZN)

ผู้ให้บริการอีคอมเมิร์ซชื่อดังระดับโลก ที่พัฒนาแพลตฟอร์มให้แข็งแกร่งมาโดยตลอด Amazon ได้ขยายธุรกิจของตัวเองออกไปอย่างกว้างขวางและครอบคลุม เช่น สตรีมมิง ระบบ AI และระบบคลาวด์ รายได้หลักของ Amazon มาจาก ‘ร้านค้าออนไลน์’ มาร์เก็ตแคป ณ 22 กันยายน 2564 อยู่ที่ 1.71 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ

256125622563
มาร์เก็ตแคป737,460920,2201,634,000
รายได้232,887280,522386,064
กำไรสุทธิ10,07311,58821,331
ที่มา: Jitta และ CompaniesMarketCap หน่วย: ล้านดอลลาร์สหรัฐ
  1. Facebook (FB)

โซเชียลมีเดียอันดับ 1 ของโลก ที่ปัจจุบันมีผู้ใช้งานมากกว่า 2,890 ล้านคน แนวทางการดำเนินธุรกิจของ Facebook คือเปิดโลกกว้าง ให้ผู้คนทั่วโลกสามารถติดต่อเชื่อมถึงกันได้ และเมื่อมีจำนวนผู้ใช้งานมากขึ้น ก็ยิ่งทำให้รายได้จากการโฆษณาผ่าน Facebook มากขึ้น ซึ่งเป็นรายได้หลักของบริษัท ปัจจุบัน Facebook ได้กลายมาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของผู้คนไปแล้ว มาร์เก็ตแคป ณ 22 กันยายน 2564 อยู่ที่ 967,660 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

256125622563
มาร์เก็ตแคป374,130585,370778,030
รายได้55,83870,69785,965
กำไรสุทธิ22,11218,48529,146
ที่มา: Jitta และ CompaniesMarketCap หน่วย: ล้านดอลลาร์สหรัฐ
  1. Tesla (TSLA)

พัฒนา ผลิต และขายรถยนต์ไฟฟ้า (EV) สัญชาติอเมริกัน Tesla ได้เติบโตอย่างรวดเร็วและกลายมาเป็นผู้นำด้าน EV ระดับโลก นอกจากนี้ Tesla ได้พัฒนาระบบซอฟต์แวร์และ AI เก็บข้อมูลผู้ใช้งานอยู่ตลอด และบริษัทมีวิสัยทัศน์อย่างชัดเจนว่า จะสร้างยานยนต์คุณภาพสูง เพื่อช่วยแก้ปัญหาวิกฤตพลังงานของโลก ปัจจุบัน Tesla กลายมาเป็นรถยนต์ไฟฟ้าที่ขายดีที่สุดในสหรัฐฯ และพัฒนาโมเดลให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นอยู่เสมอ มาร์เก็ตแคป ณ 22 กันยายน 2564 อยู่ที่ 753,270 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

256125622563
มาร์เก็ตแคป57,44075,710668,900
รายได้21,46124,57831,536
กำไรสุทธิ-976-862721
ที่มา: Jitta และ CompaniesMarketCap หน่วย: ล้านดอลลาร์สหรัฐ
  1. Berkshire Hathaway (BRK.A)

บริษัทโฮลดิงสัญชาติอเมริกันที่มีนักลงทุนระดับโลกอย่าง Warren Buffet เป็นเจ้าของ ลงทุนในหุ้นกว่า 80 บริษัททั่วโลก ตามแนวคิดลงทุนเน้นคุณค่า (Value Investing) ลงทุนในธุรกิจที่มีโอกาสเติบโตในอนาคต ดังนั้น Berkshire Hathaway ลงทุนในธุรกิจที่หลากหลาย เช่น ประกัน ขนส่งทางรถไฟ การเงิน ค้าปลีก-ค้าส่ง และธุรกิจประเภทอื่นๆ รายได้หลักของ Berkshire Hathaway มาจากกำไรจากการลงทุนในบริษัทนี้ หลักๆ มาจากธุรกิจประกันภัย มาร์เก็ตแคป ณ 22 กันยายน 2564 อยู่ที่ 618,350 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

256125622563
มาร์เก็ตแคป502,370551,960543,670
รายได้43,67343,45341,764
กำไรสุทธิ4,02181,41742,521
ที่มา: Jitta และ CompaniesMarketCap หน่วย: ล้านดอลลาร์สหรัฐ
  1. Nvidia (NVDA)

บริษัทผลิตการ์ดจอชื่อดังในสหรัฐฯ ที่พัฒนาฮาร์ดแวร์ให้ทันสมัยและตอบสนองความต้องการของผู้ใช้งานอยู่เสมอ Nvidia เป็นบริษัทมีบทบาทสำคัญในกลุ่มเทคโนโลยี รวมไปถึงเกมและอีสปอร์ต ยิ่งเทคโนโลยีพัฒนามากขึ้นแค่ไหน ยิ่งทำให้ Nvidia เติบโตมากขึ้นเท่านั้น ปัจจุบันมีผู้ใช้งานการ์ดจอของ Nvidia ทั่วโลก และกลายมาเป็นการ์ดจออันดับ 1 ที่หลายคนเลือกใช้ มาร์เก็ตแคป ณ 22 กันยายน 2564 อยู่ที่ 546,760 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

256125622563
มาร์เก็ตแคป81,430144,000323,240
รายได้9,71411,71610,918
กำไรสุทธิ3,0474,1412,796
ที่มา: Jitta และ CompaniesMarketCap หน่วย: ล้านดอลลาร์สหรัฐ 

จะลงทุน ‘หุ้นเมกะแคป’ ในตลาดหุ้นสหรัฐฯ ได้อย่างไร 

หากคุณลงทุน ‘หุ้นเมกะแคป’ ด้วยตัวเอง จำเป็นต้องใช้เงินจำนวนมาก เพราะราคาหุ้นอยู่ที่ประมาณ 150 ดอลลาร์สหรัฐต่อหุ้น จนไปถึง 3,400 ดอลลาร์สหรัฐต่อหุ้นเลยทีเดียว

ถ้าคุณมีเงินไม่มากขนาดนั้น…แต่อยากกระจายลงทุนในหุ้นเมกะแคปเหล่านี้ จะทำอย่างไรได้บ้าง?

Jitta Wealth มีกองทุนส่วนบุคคล 3 รูปแบบ ที่จะพาคุณเข้าถึง 8 หุ้นเมกะแคปเหล่านี้ได้ พร้อมกระจายความเสี่ยงในสินทรัพย์อื่นๆ เช่น ตราสารหนี้ ETF และหุ้นอื่นๆ ด้วย

Global ETF ลงทุนผ่าน Vanguard Total Stock Market ETF (VTI) ครอบคลุมทั้ง 8 หุ้นเมกะแคป รวมถึงหุ้นบิ๊กแคปอื่นๆ ในตลาดหุ้นสหรัฐฯ โดยสัดส่วนจัดพอร์ตลงทุนใน VTI ขึ้นอยู่กับความเสี่ยงที่คุณยอมรับได้

  • แผนพอเพียง ลงทุนใน VTI 14%
  • แผนสมดุล ลงทุนใน VTI 35%
  • แผนเติบโต ลงทุนใน VTI 56%

Thematic DIY ลงทุนผ่านธีมตลาดหุ้นสหรัฐฯ กับ Schwab U.S. Large-Cap ETF (SCHX) ครอบคลุมทั้ง 8 หุ้นเมกะแคป รวมถึงหุ้นบิ๊กแคปอื่นๆ ในตลาดหุ้นสหรัฐฯ เช่นเดียวกับ VTI และธีมเทคโนโลยีกับ iShares Exponential Technologies ETF (XT) ครอบคลุม 7 หุ้นเมกะแคปในกลุ่มเทคโนโลยี

สำหรับ Thematic DIY หากคุณรับความเสี่ยงจากการลงทุนเพียง 1 ธีมไม่ได้ ควรจัดพอร์ตลงทุนตั้งแต่ 2-5 ธีม เพื่อกระจายความเสี่ยงในธีมอื่นๆ ด้วย เช่น ตลาดหุ้นจีน ตลาดหุ้นอินเดีย และตลาดหุ้นเวียดนาม หรือจะจัดพอร์ตกับธีมธุรกิจเมกะเทรนด์อื่นๆ ได้ตามความชื่นชอบ

Jitta Ranking – U.S. Tech ลงทุนหุ้นเทคโนโลยีสหรัฐฯ รายตัว เน้นที่หุ้นคุณค่า (Value Stock) ที่มีโอกาสเติบโต ผ่านการเฟ้นหาด้วย AI ที่วิเคราะห์คัดหุ้นที่น่าลงทุนท่ีสุดจากงบการเงินย้อนหลังที่มีความแข็งแกร่ง ที่ผ่านมา Facebook และ Amazon ก็เป็นหนึ่งในหุ้นที่ติดอันดับต้นๆ ของ Jitta Ranking และนักลงทุนได้ถือได้พอร์ตด้วย

‘หุ้นเทคโนโลยีพื้นฐานดี ราคาเหมาะสม เติบโตสูง’ ที่น่าลงทุนตามกันจัดอันดับของ Jitta Ranking เปลี่ยนแปลงทุกวัน ดังนั้นพอร์ตลงทุนของคุณมีโอกาสจะได้ลงทุนหุ้นเมกะแคป รวมไปถึงบริษัทเทคโนโลยีรายอื่นๆ ที่มีผลิตภัณฑ์และบริการตอบโจทย์ผู้ใช้งานทั่วโลก

หากคุณสนใจลงทุน 8 ‘หุ้นเมกะแคป’ เหล่านี้ อยากจะลงทุนระยะยาวในหุ้นคุณภาพ ช่วงที่เศรษฐกิจสหรัฐฯ กำลังฟื้นตัวได้ดี เพื่อรับเทรนด์ตลาดหุ้นขาขึ้นหลังวิกฤต Covid-19 นโยบายลงทุนจาก Jitta Wealth ทั้ง 3 น่าจะตอบโจทย์คุณได้เป็นอย่างดี ลองศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ 


กองทุนส่วนบุคคล Jitta Wealth บริหารจัดการโดย บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน จิตตะ เวลธ์ จำกัด ผู้บุกเบิกสตาร์ตอัป WealthTech สัญชาติไทยรายแรก ที่ได้รับใบอนุญาตจากกระทรวงการคลัง กำกับโดยสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ ใบอนุญาตเลขที่ ลค-0105-01

ผลตอบแทนในอดีต ไม่สามารถการันตีผลตอบแทนในอนาคต การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจนโยบายการลงทุน เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน การลงทุนต่างประเทศอาจมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน


อ้างอิง

  1. Largest American companies by market capitalization – https://companiesmarketcap.com/usa/largest-companies-in-the-usa-by-market-cap/?page=1/
  2. Number of monthly active Facebook users worldwide as of 2nd quarter 2021 – https://www.statista.com/statistics/264810/number-of-monthly-active-facebook-users-worldwide/
  3. Market Capitalization คืออะไร? : Market Cap สำคัญกับอย่างลงทุนอย่างไร? – https://admiralmarkets.sc/th/education/articles/shares/market-capitalization-explained
  4. ประวัติ Tesla นวัตกรรมยานยนต์แห่งโลกอนาคต The History of Tesla – shorturl.asia/AxmF9
  5. เปิดรายได้อาณาจักร Amazon.com ส่องผลประกอบการไตรมาส 2/2020 – shorturl.asia/hAR0v
  6. How Warren Buffett Made Berkshire Hathaway a Winner – https://www.investopedia.com/articles/markets/041714/how-warren-buffett-made-berkshire-hathaway-worldbeater.asp

อ่านบทความที่เกี่ยวข้อง

ส่อง ‘ค่าเงินบาท’ แข็งหรืออ่อน กับแนวโน้มลดวงเงิน QE

5 หุ้นเทคสหรัฐฯ ปี 2564 พร้อมดันพอร์ต Jitta Ranking – U.S. Tech เติบโต

ส่อง 8 หุ้นที่ดัน ผลตอบแทน Jitta Ranking – U.S. Tech โตกว่า 54%

สรุป Live: A FATMAN รู้จักบริษัทเทคยักษ์ใหญ่กำไรบาน


บริษัท หลักทรัพย์จัดการกองทุนจิตตะ เวลธ์ จำกัด
1111/9-10 ถนนลาดพร้าว แขวงจันทรเกษม เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร 10900



สงวนลิขสิทธิ์ © 2021 บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนจิตตะ เวลธ์ จำกัด
เนื้อหาทั้งหมดบนเว็บไซต์นี้จัดทำขึ้นโดยบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนจิตตะ เวลธ์ จำกัด (“Jitta Wealth”) ผู้บริหารจัดการบัญชีกองทุนส่วนบุคคล Jitta Wealth ที่ได้รับใบอนุญาตบริหารจัดการกองทุนประเภท ค เลขที่ ลค-0105-01 และดำเนินการภายใต้การกำกับ ดูแลของ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) Jitta Wealth ให้บริการกองทุนส่วนบุคคลสำหรับผู้ลงทุนรายย่อย ที่ต้องการนำเงินมาลงทุนในตลาดทุน โดยใช้เทคโนโลยี AI วิเคราะห์หุ้นและกลยุทธ์การลงทุนที่จัดทำโดยบริษัทจิตตะ ดอท คอม จำกัด (“Jitta.com”) บริหารจัดการให้แบบอัตโนมัติ เพื่อผลตอบแทนระยะยาวที่สูงกว่าดัชนีตลาด การลงทุนมีความเสี่ยง ไม่ว่าจะเป็นการสูญเสียกำไรหรือเงินต้น กลยุทธ์การลงทุนของ Jitta Wealth ใช้ข้อมูลวิเคราะห์หุ้นของ Jitta.com ซึ่งคิดคำนวณจากข้อมูล ในอดีต อัตราผลตอบแทนที่ปรากฏบนเว็บไซต์นี้เป็นสมมุติฐานทางสถิติจากข้อมูลที่มี เพื่อใช้ประกอบการอธิบายรายละเอียดบริการเท่านั้น ไม่สามารถใช้รับประกันผลตอบแทนในอนาคตได้ สถานการณ์ในโลกที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะแง่บวกหรือแง่ลบ สามารถส่งผลกระทบ ต่อทั้งอุตสาหกรรมหรือกลุ่มธุรกิจ และอาจทำให้พอร์ตหุ้นที่มีการกระจายความเสี่ยงค่อนข้างมากแล้ว ประสบความผันผวนด้านราคาได้ Jitta Wealth ได้รับอนุญาตให้บริหารจัดการกองทุนเพื่อช่วยผู้ลงทุนบรรลุเป้าหมายด้านการเงินผ่านการ ลงทุนในสินทรัพย์ประเภท หุ้นโดยไม่มีเจตนาแนะนำความเหมาะสมของกลยุทธ์การลงทุนใดๆ แก่ผู้ลงทุน ผู้ลงทุนควรคำนึงถึงเป้าหมายการลงทุนส่วนตัว และค่าธรรมเนียมต่างๆ ของ Jitta Wealth ก่อนลงทุน
“Jitta Wealth” เป็นเครื่องหมายการค้าของบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนจิตตะ เวลธ์ จำกัด